ตลอดเดือนตุลาคมจนไปถึงเดือนพฤศจิกายน วงการ Bitcoin และ Blockchain คงจะได้ยินแต่คำว่า Segwit2x จนกลายเป็นเรื่องที่คุ้นหูและชินตาไปแล้วเป็นที่แน่นอน

หลัก ๆ แล้วการทำ SegWit2x นั้นเป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความสามารถของ Bitcoin เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่มากขึ้นของนั่นเอง แต่การพัฒนาสิ่งดี ๆ ทำไมทุกคนถึงไม่เห็นตรงกัน นั่นก็เพราะว่าผลประโยชน์ไม่ลงตัวนั่นเอง

ปัญหาในปัจจุบันของ Bitcoin

  1. การยืนยันธุรกรรมยังทำได้ช้า 10 นาทีต่อ Block
  2. Bitcoin มีความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมที่มากขึ้นอย่างจำกัด
  3. ไม่รองรับการทำธุรกรรมขนาดเล็กๆ (Micropayment) เพราะค่าธรรมเนียมแพงกว่าขนาดธุรกรรม เช่น ไม่สามารถโอน BTC เทียบเท่าเงินบาท 5 บาทหรือ 10 บาทได้ เพราะเสียค่าธรรมเนียมเกินจำนวนเงินที่ต้องการโอน

เพื่อให้เข้าใจปัญหาการรองรับปริมาณธุรกรรมของ Bitcoin ที่มากยิ่งขึ้น ลองมาดูตัวอย่าง จำลองการเพิ่มขนาด Block ของ Bitcoin

ขนาด Block 1 เมกะไบต์

  • 7 ธุรกรรมต่อวินาที โดยคิดที่ขนาดธุรกรรมที่ 250 bytes ต่อธุรกรรม
  • จะได้ประมาณ 220 ล้านธุรกรรมต่อปี
  • Node ต้องเก็บข้อมูล 55 กิกะไบต์ต่อปี

ปรับขนาด Block เป็น 1.6 กิกะไบต์

  • 11,574 ธุรกรรมต่อวินาที
  • จะได้ประมาณ 1,000 ล้านธุรกรรมต่อปี
  • Node ต้องเก็บข้อมูล 87 เทราไบต์ต่อปี

ปรับขนาด Block เป็น 24 กิกะไบต์

  • 11,574 ธุรกรรมต่อวินาที
  • จะได้ประมาณ 14,000 ล้านธุรกรรมต่อปี
  • Node ต้องเก็บข้อมูล 1.27 เพตะไบต์ต่อปี

จะเห็นว่าการขยายความสามารถในการรองรับธุรกรรมของ Bitcoin จะต้องทำไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น จากตัวอย่างขนาด Block เป็น 24 กิกะไบต์ โดยคิดจากประชากรโลกเรา 7,000 ล้านคน ทำธุรกรรมบน Bitcoin วันละ 2 ธุรกรรมต่อวัน จะมีปริมาณธุรกรรมมหาศาลเกิดขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนจากระบบ Decentralized ไปเป็นระบบ Centralized ในที่สุด เพราะ node จะต้องรองรับข้อมูลขนาด 1.27 เพตะไบต์ ประสิทธิภาพของเครื่องที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันคงไม่สามารถรองรับได้อย่างแน่นอนและยังมีผลด้านอื่น ๆ อีกดังนี้

  • เครื่องที่ทำงานแบบ Full node จะลดจำนวนลงอย่างมาก เพราะแต่ละเครื่องต้องการกำลังในการประมวลผลที่สูงขึ้นอย่างมากทำให้ต้องใช้เงินลงทุนสูงขึ้น ตรงนี้จะทำให้เหลือแต่ผู้เล่นรายใหญ่ในระบบ
  • Mining Pool จะลดลงเหลือไม่มาก เพื่อทำงานกับขนาด Block ที่ใหญ่ขึ้น เครื่องที่ใช้ตามบ้านก็จะทำงานไม่ได้อีกต่อไป Pool ขนาดใหญ่ก็จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้
  • ความเร็ว Internet จะต้องเร็วถึง 50 Mbit/s ถึงจะรองรับขนาด Block แบบ 24 กิกะไบต์ได้

ทางออกสำหรับปัญหาการรองรับปริมาณธุรกรรม

  1. Side-Chain คือ การทำงานของหลาย ๆ Blockchain โดยมี chain ตัวกลางเชื่อมการทำงาน ซึ่ง Side-Chain ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาการรองรับปริมาณธุรกรรมซะทีเดียว แถมธุรกรรมจะต้องเกิดขึ้นทั้ง 2 chain อีกต่างหาก
  2. Payment Channels คือการสร้างช่องทางในการรับและส่งเงินของผู้ใช้งานขึ้นมา โดยไม่ต้องไปยุ่งกับ Blockchain ทุกๆ ครั้งเหมือนอย่างปัจจุบัน

Payment Channels เป็นส่วนนึงของ Lighting Network ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการรองรับปริมาณธุรกรรมของ Bitcoin ได้อนาคตอันใกล้ ซึ่งตัว Lighting Network เองก็ต้องใช้ความสามารถของ SegWit ซึ่งก็ได้รับการติดตั้งให้ Bitcoin ไปแล้วนั่นเอง ที่น่าสนใจอีกอย่างนึงคือ Lighting Network ถูกนำเสนอโดย Joseph Poon คน ๆ เดียวกับที่นำเสนอ Plasma สำหรับ Ethereum เหมือนกัน

สุดท้ายไม่ว่า SegWit2x จะมีผลสรุปออกมาเป็นอย่างไร ก็จะเห็นว่าแนวโน้มของการ upgrade ก็ยังมีต่อไปเรื่อย ๆ จาก Block ขนาด 1 MB ไปเป็น 2 MB ในอนาคตอาจจะเห็นเพิ่มไปถึง 8 MB และคำถามที่ตามมาก็คือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นจะตกอยู่กับใคร การที่เข้าใจว่ากลุ่มไหนได้ประโยชน์จากเรื่องอะไร ก็จะช่วยให้เข้าใจทิศทางการพัฒนาได้เป็นอย่างดีนั่นเอง


ต้นฉบับบทความ

siamblockchain.com

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In บิทคอยน์