ทำไมการที่คนเราในประเทศต่างกัน จึงเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ถึงแนวโน้มความร่ำรวยของคน ๆ หนึ่ง?

ทำไมการที่มีเงินตราสกุลประจำประเทศหรือที่เรียกว่า Fiat Currency (เงินดอลลาร์/เงินบาท/เงินยูโร) ถึงเป็นปัจจัยบอกถึงความร่ำรวยของกลุ่มคน?

แล้วคำว่า ‘unbanked poor’ หรือ กลุ่มคนจนที่เลือกไม่ทำธุรกรรมในธนาคารสามารถทำอะไรได้บ้าง?

การที่คนเราจะเข้าถึงการเงินได้ จะต้องวัดดวงกันที่ภูมิศาสตร์หรือประเทศที่คนเราเกิดมา ยกเว้นสิ่งหนึ่งคือบิทคอยน์ บิทคอยน์เป็นสกุลเงินตราแรกของโลกที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลก ไม่ระบุว่าคุณจะอยู่สถานที่หรือภูมิศาสตร์ใด ๆ

อีกทั้งมีเหรียญเงินตราที่คล้ายบิทคอยน์ หรือเรียกว่า อัลคอยน์ (Altcoin) ที่ทำหน้าที่คล้ายบิทคอยน์ เช่น Ethereum (ETH) หรือ XRP เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวใด ๆ ก็ตามมันคือ คริปโตเคอเรนซี่ที่ช่วยลดช่องว่างของเงินตรา และแก้ไขปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันของเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ยังไม่พัฒนาอีกด้วย

“The Unbanked” — ไม่ทำธุรกรรมในธนาคาร

ตามสถิติปี 2017 ยังมีคนประมาณ 2 พันล้านคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ คนเหล่านี้ไม่พบข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเงินในธนาคาร และ วิธีการแก้ไขปัญหานี้อาจจะต้อง “The Unbanked” — ไม่ทำธุรกรรมในธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากประเทศไหนก็ตาม การที่โค่นกำแพง institutional (สถาบัน) อาจมีไม่กี่วิธีที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนอยู่ในจุดที่เท่าเทียมกัน

ทำไมคนถึงไม่ทำธุรกรรมในธนาคาร?

ทำไมคนถึงไม่ทำธุรกรรมกับธนาคาร

กลุ่มคนไหนที่ไม่ทำธุรกรรมในธนาคาร?

กลุ่มคนที่ไม่ชอบทำธุรกรรมกับธนาคาร

อย่างเช่นการเข้ามาของอินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงและโค่นกำแพงของความรู้และข้อมูลต่าง ๆ บนโลกนี้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยอินเตอร์เน็ตทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้, หนังสือ, การสื่อสารได้ทั่วโลกในทันที และเงินดิจิตอลหรือคริปโตเคอเรนซี่เช่นบิทคอยน์ กำลังจะทำเช่นเดียวกันกับอินเตอร์เน็ต แต่เป็นด้านการโค่นกำแพงของการเงิน, การแลกเปลี่ยน และสร้างแหล่งการเก็บทรัพย์สินที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก

การที่ผมเลือกที่จะเรียกว่าคำ ‘คนรวย’ ‘คนจน’ หรือ ‘ประเทศที่พัฒนาแล้ว’ ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ หรือ ‘First World (ประเทศโลกที่หนึ่ง)’ ‘Third World (ประเทศโลกที่สาม)’ ทางผู้เขียนได้คิดรอบคอบดีแล้ว เพื่อที่จะใช้คำเหล่านี้ เนื่องจากมันมีเหตุผลของมัน การที่คนกำหนดนิยามว่าคนนี้ ‘คนรวย’ มักจะคิดว่าคนนี้ได้ถือครองทรัพย์สินหรือรายได้จำนวนหนึ่ง แต่ทั่วโลกจะใช้ระบบการวัดอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันของรายได้

เพื่ออธิบายให้เข้าใจมากขึ้น จะแบ่งวิธีการวัดเป็น ส่วน 1% และ ส่วน 99% ของโลก ซึ่งในพจนานุกรมทางการเงินจะชี้บ่งว่ากลุ่มคนที่เป็น 1% ของโลก คือ กลุ่มคนที่ร่ำรวยกว่าคนอื่น แต่สำหรับคนอเมริกากลุ่มคนเหล่านี้ที่อยู่ใน ‘1%’ นั้น จัดว่าเป็นคนที่มีรายได้ต่ำเมื่อเทียบภายในประเทศอเมริกากันเอง ในกรณีการนับว่าเป็น ‘คนรวย’ จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ $32,400 ต่อเดือน หรือ มีทรัพย์สินอย่างน้อย $770,000 ถึงจะนับได้ว่าเป็นกลุ่มคน ‘1%’ ในขณะที่ 10% ของคนทั่วโลกมีรายได้ต่ำกว่า $2 ต่อวัน หรือ $60 ต่อเดือน ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างรายได้

แม้ว่าทางด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ แต่คนทั่วไปมีสิ่งที่เรียกว่า สิทธิมนุษยชน (Human rights) ซึ่งเป็นคำกล่าวว่า

“คนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการใช้ชีวิตอยู่ที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพและความสุขสำหรับตนเอง และรวมถึงครอบครัวตนเองด้วย ควรได้รับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย ยารักษาโรค สิ่งที่จำเป็นทางด้านสังคม และความปลอดภัยในเหตุการณ์เช่น ตกงาน เจ็บป่วย พิการ หย่าร้าง แก่ชรา หรือขาดสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตด้วยสิ่งที่ตนไม่สามารถควบคุมได้”

ประโยคนี้จากทาง UN ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรนัก เพราะว่าแต่ละคนไม่สามารถเลือกประเทศหรือแหล่งที่เกิดได้ อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของอินเตอร์เน็ตช่วยขยับขอบเขตให้่คนเราสามารถเข้าถึงกันได้มากขึ้น ซึ่งคริปโตเคอเรนซี่ก็จะเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดขึ้นทางด้านการเงินเช่นกัน

การเข้าถึงความร่ำรวยแต่ละขั้นจากจนสู่รวยอย่างไรก็ตามยังคงมีสิ่งที่ต้องมีหรือทำก่อน (prerequisites) เช่น ต้องมีแหล่งการเก็บทรัพย์สินที่ยอมรับให้ใช้ได้ทั่วโลก (store of wealth) และแตกแยกออกจากเศรษฐศาสตร์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง (free from country-specific macroeconomics) เมื่อใดที่สามารถทำตามขั้นตอน 2 ข้อนี้ ลำดับถัดไปจะต้องทำให้วิธีการทำธุรกรรมเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เพื่อความสบายใจในการทำธุรกรรมและการแลกเปลี่ยนที่ง่ายแก่การทำการค้า ซึ่งแปลว่าจะสร้างเศรษฐกิจที่สามารถเติบโตได้จริงและเข้าถึงทรัพย์สินส่วนตัวได้ ซึ่งด้วยปัจจุบันมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มคนที่ “มีการทำธุรกรรมกับธนาคาร” และ “ไม่มีการทำธุรกรรมกับธนาคาร” อย่างมาก และเงินรูปแบบดิจิตอลอย่างบิทคอยน์อาจตอบโจทย์ปัญหานี้ได้

บิทคอยน์ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอย่างไรบ้าง

จากข้อมูลปี 2017 คนทั่วโลกมีบัญชีธนาคารเพียง 62% หมายถึงอีก 38% ของคนทั่วโลกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเลย และใน กลุ่มคนจนที่สุด 40% ของโลก มีเพียง 54% ที่มีบัญชีธนาคาร

อุปสรรคด้านการเงินเช่น การสร้างระบบพื้นฐานของธุรกรรมธนาคาร การเดินทางเพื่อไปยังธนาคาร การเตรียมข้อมูลเอกสารที่จำเป็น หรือกฎหมาย/ระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าถึงธนาคารยากเย็นจนคนไม่สามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้ รวมถึงความรู้เรื่องทางการเงิน (financial literacy) ก็สำคัญมากเช่นกัน เช่นความรู้เกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร วิธีการฝากเงินถอนเงิน ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม เป็นต้น (Note: ต้องบอกว่าเมืองไทยก็โชคดีด้วยที่ประเทศเราสามารถเปิดบัญชีเงินได้ง่ายมาก ๆ แค่นำบัตรประชาชนไปก็มีบัญชีธนาคารได้แล้ว แต่อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับประเทศโลกที่สามอื่น ๆ ครับ)

บิทคอยน์ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอย่างไรบ้าง

บิทคอยน์ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างไร

เงินรูปแบบดิจิตอลอย่างบิทคอยน์ช่วยตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ เนื่องจากบิทคอยน์สามารถทำงานด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ค่าธรรมเนียมที่ถูก, รวดเร็ว, ปลอดภัย และการจำกัดการรั่วไหลของข้อมูลด้านการเงินสู่บุคคลที่สาม บิทคอยน์ สามารถเข้าถึงได้ง่าย การตั้งค่าที่ไม่ยากเย็น (Note: ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยนิดนึงตรงที่การทำให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับบิทคอยน์หรือการตั้งค่า ยังถือว่ายากพอควรอยู่ครับ) และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสามารถทำธุรกรรมผ่านมือถือได้

ปัจจุบันคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงมือถือได้มากกว่าสุขาภิบาลที่ดีด้วยซ้ำ รวมถึงมีเบอร์มือถือที่มีการเปิดใช้งานมากกว่าจำนวนคนในโลกนี้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีมือถือมากกว่า 7 พันล้านเครื่อง และเป็นมือถือสมาร์ทโฟนถึง 2.5 พันล้านเครื่อง ซึ่งตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

คริปโตเคอเรนซี่สามารถเข้าถึงได้โดยมือถือสมาร์ทโฟนจะเปิดประตูสู่การทำธุรกรรมจากบุคคุลหนึ่งสู่ทั่วโลกได้ รวมถึงการเงินที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนของโลก เขาสามารถควบคุมการเงินเองได้ เปิดธุรกิจส่วนตัวได้ สามารถลงทุนหรือออมเงินได้ และบริหารความเสี่ยงได้ จะไม่มีคำถามแล้วว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะเข้ามาขัดขวางการเงินแบบดั้งเดิมได้อย่างไร แต่คำถามคือเมื่อไรและมากน้อยแค่ไหน

บิทคอยน์ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอย่างไรบ้าง

วัฏจักรนี้จะค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ค่อยเดินไป คล้ายกับอินเตอร์เน็ตที่จะค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงคนทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้คือ บิทคอยน์และคริปโตเคอเรนซี่อื่น ๆ จะคงอยู่ต่อไป

[แปลโดย Earth the Cryptonian (เอิร์ธ เดอะ คริปโตเนี่ยน) — วันที่ 19 Jul 2018]

medium.com

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In Blockchain (บล๊อคเชน)