คริปโตและบล๊อคเชน

พระราชกำหนดภาษีเงินคริปโต ประกาศใช้งาน หักภาษี 15% มีผล 13 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป

เงินดิจิตอลคืออะไร What is Cryptocurrency

ถึงแม้นา ๆ ประเทศจะพยายามที่จะออกกฎหมายเพื่อที่จะออกมาควบคุมการใช้งานเงินดิจิตอลหรือคริปโตเคอเรนซี่ เพื่อไม่ให้เป็นไปลามทุ่งจนไม่สามารถที่จะควบคุมได้ในภายหลัง แต่ดูเหมือนบ้านเราเองมาเหนือกว่านั้น ในเมื่อควบคุมไม่ได้ก็จัดการเก็บภาษีเอาซะเลย และในที่สุดก็ประกาศเป็นข้อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วด้วยสิ

พระราชกำหนดเงินคริปโต

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๖๑

โดยหากอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษานั้นจะมีเนื้อหา พรก. ที่พูดถึงดังนี้

พระราชกําหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจําเป็นในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกําหนดนี้ เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัลหรือการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งการตราพระราชกําหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๗๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกําหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกําหนดนี้เรียกว่า “พระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๖๑”

มาตรา ๒ พระราชกําหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ซ) และ (ฌ) ของ (๔) ในมาตรา ๔๐ แหงประมวลรัษฎากร

“(ซ) เงินส่วนแบ่งของกําไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือ ครอบครองโทเคนดิจิทัล

(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคา เป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน”

มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ฉ) ของ (๒) ในมาตรา ๕๐ แห่งประมวลรัษฎากร

“(ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ซ) และ (ฌ) ให้คํานวณหักในอัตรา ร้อยละ ๑๕.๐ ของเงินได้”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พรก. ฉบับนี้ได้ ที่นี่

โดย พรก. ฉบับดังกล่าว ประกาศ ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป โดยเนื้อหาใจความสำคัญก็คือ ทุกคนจะต้องเสียภาษี 15% จากผลกำไร ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่า “จากผลกำไร” ที่ระบุไว้นั้นจะคำนวนจากตัวเลขตัวไหน

ในแง่การปฏิบัตินั้นคงต้องมีขั้นตอนและวิธีการที่ดำเนินการทีรัดกุมพอสมควร เพราะอย่างที่บอกหลายประเทศที่พยายามจะควบคุมและดูแล หลาย ๆ จ้าวยังต้องพับเสื่อกลับไปพิจารณาขั้นตอนและวิธีการใหม่ เช่น จีน, เกาหลี เป็นต้น

ก็ถ้าเป็นกฎหมายยังงัยเราก็คงต้องยึดถือปฏิบัติกัน ถ้าเงินที่เสียไปได้กลับมาพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาไปให้ใครก็ไม่รู้ไว้ซื้อนาฬิกา … ว่ามั้ย