ทุกครั้งที่พูดถึงเงินก็จะนึกถึงธนบัตรกระดาษ หรือ เหรียญกษาปณ์ ที่มีใช้งานกันอยู่ในกิจกรรมประจำวันทุกหัวระแหง เราต่างรู้ทันทีว่ามันมีค่าถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เพียงกระดาษกับโลหะกลม ๆ เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ทำให้กระดาษเหล่านี้มันมีมูลค่าในตัวมัน เพราะว่ามันมีขั้นตอนและกฎระเบียบในทางปฏิบัติอยู่ ใช่ว่าอยู่ ๆ วันไหนประเทศเราจนไม่มีเงินก็จะพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้งานกันได้

การจะผลิตเงินออกมาสู่ตลาด ทั้งธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ จำเป็นต้องมีทองคำเพื่อค้ำประกันมูลค่าของเอาไว้ และเงินที่ผลิตออกมาก็จะต้องมีมูลค่าใกล้เคียงกับทองคำที่ค้ำประกันเอาไว้ ใช่ว่าอยู่ ๆ จะสักแต่ว่าพิมพ์ออกมาได้นะ .. ไม่เช่นนั้นแล้ว เงินที่พิมพ์ออกมาจะไม่มีค่าอะไรเลย มันก็คือเศษกระดาษดี ๆ นี่เอง เพราะหากมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาโดยไม่มีการค้ำประกันด้วยทองแล้ว เงินในระบบเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น ทีนี้เงินเฟ้อก็จะขึ้นตาม (ค่าของเงินน้อยลง เช่น จากเดิมเคยซื้อข้าวแกงราคา 20 บาท เมื่อเงินเฟ้อขึ้น อาจจะต้องจ่าย 30 บาท เพื่อให้ได้ข้าวแกงในปริมาณเท่าเดิม)

ปล. ตอนนี้เห็นจะมีเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวในโลกล่ะมั้ง ที่ไม่มีหลักทรัพย์อะไรค้ำประกันเงินที่ผลิตออกมาเลย

นอกจากขั้นตอนการผลิตที่จะต้องมีทองในการค้ำประกันการผลิตแล้ว ในแง่ของกฎหมายเอง รัฐบาลก็ได้ประกาศว่า “เงินสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” เราก็เลยเชื่อถือและยอมรับทันทีว่ามันมีค่า และโดยส่วนมากแล้ว เงินของประเทศไหนก็จะได้รับการยอมรับในประเทศนั้น ๆ … เพราะถ้าวันไหนมีคนเอาเงินของประเทศไหนไม่รู้มาให้เรา เราเองก็คงไม่ค่อยมั่นใจใช่มั้ยล่ะครับ ว่ามันมีค่าจริง ๆ รึเปล่า

เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น พฤติกรรมของตัวเงินเองก็หมุนไปตามโลก จากเดิมจะต้องเป็นเงินที่สามารถจับต้องได้ เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง มันก็เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีธนาคารที่เราสามารถส่งไปหาใครก็ได้ ชำระค่าบริการต่าง ๆ ทั้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น … หรือเงินจำพวก E-Money เองก็มีให้เห็นและสามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้โดยไม่มีข้อกังขา เช่น บัตรรถไฟฟ้า ที่จำเป็นต้องนำเงินจริงไปชำระก่อนเพื่อให้ได้มูลค่ากลับมา หรือ จะใช้วิธีอื่น ๆ ทั้งการโอนจากบัญชีธนาคาร ก็สามารถจะทำได้เช่นกัน

นั่นคือยุคหนึ่งของการใช้เงิน และวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของเงิน .. แน่นอนว่ามันคงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้เมื่อ เทคโนโลยีบล๊อคเชน ถือกำเนิดขึ้น ก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของวงจรการเงินอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ส่วนตัวผมแล้วถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเลยทีเดียว

บล๊อคเชนคืออะไร

เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมจะเรียกว่า “ฐานข้อมูล” หรือ “Database” เป็นการจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้เป็นก้อนเดียว โดยมีการควบคุมดูแลโดยหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง เช่น ข้อมูลของแต่ละธนาคาร เป็นต้น เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างธนาคาร เช่น การโอนเงิน การถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม จะมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้น .. และสิ่งที่สำคัญของรูปแบบฐานข้อมูลแบบเดิมนั้น คือ เจ้าของข้อมูลสามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมข้อมูลที่มี อีกทั้งยังควบคุมเกมส์การเงินในตลาดโลกได้อีกด้วย

ด้วยความที่ต้องการอิสระจากการผูกขาดทุกสิ่งทุกอย่างจากที่เป็นอยู่ ทำให้คนกลุ่มหนึ่ง (หรืออาจจะเป็นเพียงคนคนเดียว) ที่เรียกตัวเอง ซาโตชิ คิดค้น เทคโนโลยีบล๊อคเชน ขึ้นมาเพื่อความเป็นส่วนตัวให้ทุกคนในโลก ไม่ว่าใครก็ได้มีส่วนร่วมในการดูแลได้ทั้งหมด

การเก็บข้อมูลของบล๊อคเชน จะทำโดยการแบ่งข้อมูลออกเป็นบล๊อค โดยแต่ละบล๊อคก็จะกระจายไปเก็บไว้กับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อระบบทั่วโลก ซึ่งคอมพิวเตอร์เหล่านั้นก็จะมีหน้าที่ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บร่วมกัน ทำให้เป็นการยากม้ากกกก… ที่จะทำการเจาะระบบบล๊อคเชนได้ เพราะถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลสักอย่าง ต้องเจาะระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเลยแหละ ..

เงินดิจิตอล หรือ คริปโต

อย่าสับสนระหว่าง เงินดิจิตอล กับ บล๊อคเชน นะครับ เป็นสองสิ่งที่เกิดมาพร้อมกันและทำงานร่วมกันอย่างลงตัวเลยทีเดียว .. ถ้ายังมองไม่ออกว่ามันต่างกันยังงัยลองดูตารางด้านล่างนี้

เงินรูปแบบเดิม เงินดิจิตอล หรือ คริปโต
การจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล หรือ Database Blockchain
สกุลเงิน บาท, ดอลลาร์ Bitcoin, Ethereum, Monero

หายงงกันบ้างมั้ยครับ?? .. สรุปอีกรอบคือ

  • ฐานข้อมูล และ Blockchain : เป็นเทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูล
  • เงินบาท, ดอลลาร์, Bitcoin และ เงินคริปโต อื่น ๆ : เป็นชื่อสกุลเงิน

เงินดิจิตอล หรือ เงินคริปโต เป็นเงินที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ในโลกออนไลน์ จำนวนเงินเกิดขึ้นมาได้ โดยมีตรรกะทางคณิตศาสตร์ที่จะผลิตเงินออกมาเรื่อย ๆ ไม่สามารถที่จะจับต้องได้ ไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตาม เพราะเงินเหล่านี้เก็บเป็นหน่วยทางคอมพิวเตอร์ ..

แต่!! … เราสามารถที่จะแลกออกมาเป็นเงินกระดาษได้ (เจ๋งมั้ยล่ะ)

แล้วมูลค่าของเงินดิจิตอลมาจากไหน?

อย่างที่เกริ่นไปเบื้องต้นว่า เงินรูปแบบเดิมนั้น มีขั้นตอนในการผลิต, มีทองเป็นสิ่งค้ำประกันมูลค่า และ มีกฎหมายแต่ละประเทศรองรับ ทำให้ตัวเงินมีค่าขึ้นมา

สำหรับเงินดิจิตอลแล้ว .. บอกตรง ๆ เลยครับว่า ไม่มีสิ่งเบื้องต้นที่กล่าวมาเลย มูลค่าของตัวเงินดิจิตอลนั้นเกิดขึ้นมาได้ด้วยความเชื่อใจของผู้ใช้งานล้วน ๆ เลย .. ความไว้ใจนี้ก็ใช้เวลาเหมือนกัน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงที่บล๊อคเชนและบิทคอยน์ออกมาใหม่ ๆ นั้น จำนวน 1 บิทคอยน์แทบจะเป็น ศูนย์ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ณ เวลานี้ จำนวน 1 บิทคอยน์นั้นวิ่งไปแตะที่ราว ๆ 300,000 บาทเข้าไปแล้ว

สิ่งที่ทำให้เงินดิจิตอลเหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือขึ้นมา เป็นเพราะเทคโนโลยีบล๊อคเชนที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวของมันเองว่าคือของจริง ไม่ได้เป็นเรื่องหลอกลวงใด ๆ .. จากเดิมนั้นจะมีเพียงนักไอทีกลุ่มเล็ก ๆ ที่สนใจและใช้งานบิทคอยน์ แต่ในวันนี้บิทคอยน์เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกไปแล้ว และทั้งบล๊อคเชนและบิทคอยน์เองก็เป็นพื้นฐานหลักเลย ในการพัฒนาเงินดิจิตอลสกุลอื่น ๆ ออกมา

แม้ว่าเงินดิจิตอล จะยังไม่สามารถแทนที่เงินกระดาษได้ก็ตาม แต่ความนิยมของมันพุ่งขึ้นมาแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ .. พฤษภาคม 2561 นั้น เงินดิจิตอลรวมทั้งโลกมีมูลค่าถึง $387,452,005,928 เลยทีเดียว จากทั้งหมด 1,610 สกุลเงิน สกุลเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ บิทคอยน์ โดยมีมูลค่ารวมในตลาด $144,494,742,726 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% กว่า ๆ ของมูลค่าตลาดรวม

มูลค่าเงินดิจิตอลในตลาดโลกอัพเดตวันที่ 13 พ.ค. 2561
มูลค่าเงินดิจิตอลในตลาดโลกอัพเดตวันที่ 13 พ.ค. 2561

เงินดิจิตอล หรือ เงินคริปโต เอาไปทำอะไรได้บ้าง

ไม่ว่าใคร อยู่ประเทศไหน ก็สามารถใช้เงินดิจิตอลได้ตราบใดที่เรายังมีความเชื่อมันในมูลค่าของมัน ถึงแม้จำนวนผู้ใช้งานและมีความเชื่อมันเงินดิจิตอลเหล่านี้ยังถือเป็นกลุ่มที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดแล้ว แต่เราก็ยังเห็นได้ประปรายว่ามีการนำเงินเหล่านี้มาใช้งานในชีวิตประจำวันทุกประเภททั้ง การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ รับชำระเงินออนไลน์ด้วยเงินดิจิตอล เติมเงินโทรศัพท์ เป็นต้น

สิ่งที่เป็นประโยชน์มากอย่างเห็นได้ชัด คือ การโอนเงินข้ามประเทศ จากเดิมที่จะมีขั้นตอนเป็นวัน ๆ กว่าปลายทางจะได้รับเงิน แถมยังมีค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการที่แพงหูฉี่อีกต่างหาก แต่เมื่อเราใช้เงินดิจิตอลแล้วสามารถโอนหาปลายทางเพียงไม่กี่นาทีก็ได้รับแล้ว แถมค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับแบบดั้งเดิมแล้วต้องบอกว่า … ถูกแสนถูก … แถมค่าธรรมเนียมเหล่านั้นก็จ่ายกลับมาให้คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ยืนยันรายการอยู่บนเครือข่ายด้วย .

อยากได้เงินดิจิตอลต้องทำอย่างไรบ้าง

1. ทำงานแลกเงิน

มีหลายธุรกิจทั่วโลกเลยครับในตอนนี้ ที่เริ่มจ่ายเงินค่าตอบแทนด้วยสกุลเงินดิจิตอล เช่น บิทคอยน์, Ethereum เป็นต้น

2. ทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล เหมือนกับทำเหมืองขุดทองเพื่อให้ได้ทอง

การทำเหมืองขุดเงินดิจิตอล คือ การลงทุนเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสเป๊คดี ๆ แรง ๆ เปิดให้มันทำงานตลอดเวลา ลงโปรแกรมเอาไว้เพื่อเข้าสู่เครือข่ายบล๊อคเชน ทำหน้าที่รอยืนยันรายการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเงินดิจิตอลเหล่านั้น เมื่อยืนยันรายการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินดิจิตอล

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขุดเหมืองดิจิตอล

3. เอาเงินไปซื้อเงินดิจิตอล

วิธีนี้ง่ายมากครับ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงเอาเงินแบบเดิมที่เรามีเนี่ยแหละไปแลกซื้อเป็นเงินดิจิตอล

สามารถดูรายละเอียดผู้ให้บริการในประเทศไทยได้ที่นี่

ความเสี่ยงของเงินดิจิตอล

แม้ว่าเงินดิจิตอลจะมีข้อดีมากมาย แต่ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงก็มีเหมือนกัน และบางอย่างความเสี่ยงสูงกว่าเงินกระดาษรูปแบบเดิม ๆ ด้วย เช่น

1. มีความผันผวนรุนแรง

มูลค่าของเงินดิจิตอลจะมีความผันผวนขึ้นลงแต่ละทีนั้นรุนแรงมากครับ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราซื้อบิทคอยน์ที่ราคา 300,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ ไม่แน่ว่าในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้านั้นมูลค่าเงินบิทคอยน์อาจจะลดเหลือเพียง 200,000 บาท หรือ อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 บาทก็ได้

2. มิจฉาชีพ

ยังคงพบเจอได้ทุกย่างก้าวสำหรับมิจฉาชีพ เจอกันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ยิ่งใช้เงินดิจิตอลในการหลวงลวงด้วยแล้วยิ่งมีเยอะ เพราะไม่สามารถติดตามได้ หากต้องการลงทุนในเงินดิจิตอลก็ศึกษาข้อมูลเงินดิจิตอลแต่ละประเภทให้ดี ๆ มิจฉาชีพมันมีเยอะ .. โดยเฉพาะแชร์ลูกโซ่

3. การควบคุมดูแล

ยังไม่มีประเทศไหนที่สามารถควบคุมดูแลการใช้งานเงินดิจิตอลได้ ถึงแม้ว่าหลายประเทศที่พยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุม หรือบางประเทศก็แบนไม่ให้ใช้งานไปแล้วก็มีให้เห็น .. แต่ตราบจนวันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศไหนที่ประสบความสำเร็จเลย … และแน่นอนประเทศไทยเราเองก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับเงินดิจิตอลเลยครับ


สรุป

เทคโนโลยีทุกประเภทมีสองด้านเสมอ เหมือนเหรียญที่ยังงัยก็ต้องมีสองด้าน นั่นหมายความว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับเงินดิจิตอลนั้นไม่นานหลังจากนี้น่าจะเป็นเทคโนโลยีทางด้านการเงินที่จะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากกว่านี้และทั่วโลก …

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In Blockchain (บล๊อคเชน)