ย้อนกลับไปในปี 2009 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Bitcoin จำนวนของการขุดในเครือข่าย Bitcoin เติบโตเป็นเท่าทวีคูณ ปลายปี 2009 เครือข่ายมีคนขุดเหมืองจำนวน 8 ล้านครั้งต่อวินาที ในปลายปี 2010 จำนวนการขุดเพิ่มขึ้น เป็น 116,000 ล้านครั้งต่อวินาที และในช่วงต้นของปี 2014 จำนวนการขุดทวีเพื่มขึ้น เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10,000,000,000 ล้านครั้งต่อวินาที จากเหตุการที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปัญหาวุ่นวายมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการแข่งขัน จากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่นักขุดใช้

ในปี 2010 มีการเปลี่ยนจากการใช้ CPU (หน่วยประมวลผลกลาง) ไปใช้กราฟิกการ์ด (GPU) และ FPGA (Field Programmable Gate Array) ทั้งหมดนี้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี 2013 ด้วยการเปิดตัว ASIC (Application Specific Integrated Circuit – หรือ ASIC) ซึ่ง ASIC เป็นชิปที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อเรียกใช้อัลกอริทึม SHA-256

ซึ่ง ASIC เหล่านี้มาถูกสร้างมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้าน และมีคุณสมบัติที่เรียกได้ว่า นำหน้าอุตสาหกรรมชิป ผู้ผลิตเริ่มที่จะไม่สนใจการผลิตชิปที่มีความหรูหราอีกต่อไป แต่กลับมาให้ความสนใจในสิ่งที่สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า อย่างเช่น การลดความร้อนจาก data center และ ลดราคาการติดตั้ง- การเรียกใช้งาน

Bitcoin ASIC นั้นเรียกได้ว่า มีความล้ำนำสมัยอย่างมากเลยทีเดียว

ในส่วนของ Litecoin จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะ Scrypt algorithm กินแรม (หน่วยความจำเครื่อง) อย่างมาก และยังจะต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลระหว่าง CPU และหน่วยความจำ เพื่อจุด แฮชสุดท้าย  ปัญหานั้น เกิดจากความสามารถในการรับ ส่ง Data flow อยู่ในความสามารถของการไหลของข้อมูลผ่านอินพุตและเอาท์พุทโดยจะต้องมี RAM อย่างเพียงพอ

แม้ว่า Litecoin ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดในการรักษาเหมืองไว้ในระดับปัจเจกบุคคล ที่ไม่ใช่ บริษัท แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงโดยได้มีการย้าย บริษัท ต่างๆ ไปผลิตอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติสูงๆ เช่น Mining Asics ด้วยจุดกำเนิดต่างๆ นี้ได้ผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการของอัลกอริทึมแบบแฮชชิ่งไปยัง scrypt-n, Groestl, X13 และ X15 เพื่อรักษาไว้ซึ่งนักขุดในการทำเหมืองสำหรับสกุลเงิน crypto ระดับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ใช่การขุดในระดับองค์กร


ต้นฉบับ https://www.cryptocompare.com/mining/guides/how-has-bitcoin-mining-changed/

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In Mining