มูลค่าตลาดรวมของวงการคริปโตนั้นยังขึ้นลงแบบรุนแรง ทำเอาใจหายใจคว่ำ ใครที่แกร่งพอก็ดอยกันยาว ๆ ไป โดยยังไม่มีแนวโน้มจะกลับไปแตะจุด All time high จุดเดิมสักที

บางทีผมเองก็ตามข่าวจนหวั่น ๆ เหมือนกัน เพราะเว็บไซต์หลายแห่งประกาศออกมาว่า ไม่นานบิทคอยน์จะตาย (จะตายครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้) ถ้าผู้อ่านไม่ตื่นตระหนกจนยอมขายเหรียญในช่วงราคาตกต่ำสุด ๆ ผมก็ยินดีด้วย เพราะ ณ วันนี้ ที่กำลังเขียนบทความอยู่นั้น ราคาบิทคอยน์และเหรียญอื่น ๆ ดูค่อนข้างที่จะทรงตัว และมีแนวโน้มว่าราคาจะพุ่งพรวด ในช่วงปลายปีเหมือนเช่นทุก ๆ ปีที่ผ่านมาซะด้วย

คำถามที่เราควรถามตัวเองคือ “มีการเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยพื้นฐานหรือไม่?”

“ถ้าคุณเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานได้มีสถานการณ์ที่แย่ลง งั้นคุณควรจะทำอะไรสักอย่างกับพอร์ตของคุณ”

“ถ้าคุณเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือจริง ๆ แล้วดีขึ้นด้วยซ้ำ งั้นคุณควรแฮปปี้กับส่วนลดที่ได้รับ เพราะขณะนี้ทุกเหรียญกำลังลดราคา!”

จากมุมมองของผม (Brandon Quittem) ปัจจัยพื้นฐานไม่เคยดีไปมากกว่านี้

  • รัฐบาล US ซัพพอร์ต innovation และ ปราบปรามกิจกรรมที่ผิดฏกหมาย
  • รัสเซียมีแผนปล่อย Cryptoruble ในปี 2019
  • ถึงจะมีการทั้งสัญญาณร้ายและดี ประเทศจีน อินเดีย และ เกาหลีใต้ ไม่ได้ “แบนเหรียญคริปโต”
  • อาชีพบล๊อกเชนเป็นอาชีพอันดับ 2 ที่ตลาดต้องการและมีการเสนอเงินเดือนที่สูงลิ่ว
  • บิทคอย Lightning Network กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น

ถึงอนาคตจะดูสดใส แต่ช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นช่วงการเติบโตเชื่องช้าของวงการคริปโต ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แย่ มันคือโอกาสที่เราจะถอยห่างจากกราฟแล้วมีลงทุนกับการศึกษาด้านคริปโตมากขึ้น ข้อมูลเป็นสิ่งที่ถูกแต่การคัดกรองข้อมูลเป็นสิ่งที่แพง พยายามหลีกเลี่ยงจากเก็งกำไรระยะสั้น ICO ที่ร้อนแรง หรือ กระแสข่าวหลักต่าง ๆ แทนที่จะทำอย่างนั้น มาศึกษาเชิงลึกกันดีกว่า

“ศึกษาจากผู้นำในวงการ, ศึกษาโปรเจ็คใหม่ต่าง ๆ, ทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี สร้างคอนเน็กชั่นกับคนในวงการคริปโต อ่านหนังสือเกี่ยวกับความไร้ศูนย์กลาง, game theory, ระบบกระจายตัว, ประวัติศาสตร์ของเงิน”

แล้วตัวคุณในอนาคตจะขอบคุณคุณในช่วงภาวะตกต่ำ นักลงทุนที่ฉลาดกำลังหาเพชรที่ซ่อนอยู่ และ นักวิศวกรกำลังสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่จะมีค่าในอนาคต นี่คือโอกาสและผมอยากให้คุณมีความสุขกับโอกาสนี้เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

Trend#1: แพลตฟอร์ม (ยังคง) เป็นคิง

การลงทุนในแพลตฟอร์มยังคงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดและเป็นแหล่งที่ร่ำรวยที่สุดของวงการคริปโต ในปี 2017 เราเห็น Ethereum ที่ราคา $8 ในเดือนมกราคม และทำราคาสูงสุดที่ $1,400 ในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าตัวในปีเดียว นี่เป็นเพราะมี 70% ของ ICO เกิดขึ้นบนบล๊อกเชนของ Ethereum แพลตฟอร์มในปี 2017 ในปี 2018 ICO ก็ยังคงจะมีกระแสต่อไปและแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการทำงานของ ICO ก็คงจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถึงแม้ dapps ต่าง ๆ จะสามารถระดมทุนได้สูงจาก ICO แต่มันก็เร็วเกินไปที่ลูกค้าของ dapps จะเห็นการใช้งานที่ทั่วถึง ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อแพลตฟอร์มจะดูดมูลค่าของ dapps นั้น ๆ ในอนาคต

มันเร็วเกินไปที่ dapps จะประสบความสำเร็จ

เมื่อพูดถึงเรื่องการลงทุน สิ่งที่สำคัญกว่าทีมงาน, เทคโนโลยี หรือ ปัจจัยใด ๆ คือเรื่องจังหวะเวลา ลองจินตนาการหาก Facebook ปล่อยออกมาช่วงปี 1995 มันก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า อินเตอร์เน็ตยังเร็วไม่พอ, มือถือยังไม่มี, network effect ยังน้อยเกินไปในขณะที่มี dapps ที่แฟนซีออกมามากมาย ระบบต้องได้รับการเข้าถึงมากกว่านี้ก่อนที่ dapps พวกนั้นจะประสบความสำเร็จ มันยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ใช้งานใหม่ที่จะซื้อและปกป้องเหรียญของตัวเอง และ สมาร์ท คอนแทร็กส่วนใหญ่นั้นใช้สำหรับการซื้อ/ขายเหรียญ พวกเราจึงยังไม่พร้อมสำหรับการยอมรับอย่างทั่วถึง

ถึงแม้ว่า dapps จะล้มเหลว แพลตฟอร์มที่ทำงานอยู่เบื้องหลังยังจะมีมูลค่าเสมอ นั่นแปลว่าพวกเราควรหลีกเลี่ยง dapps รึเปล่า? แน่นอนว่า ไม่ ผมเดาว่า dapps ส่วนใหญ่จะล้มเหลว แต่ตลาดนี้ขับเคลื่อนด้วยกระแสและอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นเราถึงต้องคำนึงถึงแพลตฟอร์ม เพราะแพลตฟอร์มจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพราะทีมต่างๆที่จะสร้างแอปพลิเคชั่น ต้องสร้างบนแพลตฟอร์ม อย่างเช่น Ethereum และมูลค่าส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือของแพลตฟอร์มไม่ใช่ แอปพลิเคชั่น

Dapps มาแล้วก็ไปได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงจะสู้กับพายุฝนได้

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม:

แพลตฟอร์มและโปรเจ็คที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานมีความสมดุลของความเสื่ยงต่อรางวัลที่น่าสนใจ ICOs จะทำให้เกิดความต้องการมากขึ้น และ แพลตฟอร์มไม่ได้ถูกบังคับเรื่องเวลามากเท่า dapps ยังไม่รวมถึง สถาบันการเงินต่าง ๆ จะลงทุนกับแพลตฟอร์มมากกว่าในปี 2018 นี้

แพลตฟอร์มที่ผมชอบสำหรับ 2018 คือ ETH, NEO, EOS, ETHO

Trend#2: กระแส ICO จะยังคงมีต่อไป แต่ภาพรวมจะเปลี่ยนไป

ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมากระแส ICO ได้กระหน่ำโลกคริปโตอย่างกับพายุฝน ทำให้บล๊อกเชน startups ระดมเงินได้มากกว่า VC ถึง 3.5 เท่า ซึ่งแน่นอนที่สุด โมเดลของ ICO อาจจะกลายเป็นโมเดลการระดมทุนเงินแบบใหม่ เพราะทั้งเจ้าของโปรเจ็คและนักลงทุนต่างก็ชอบวิธีการนี้

นักลงทุนมองเห็นสภาพคล่อง เพราะการลงทุนในแบบเดิม นักลงทุนต้องจะถูกล็อกเงินลงทุนอย่าวน้อย 5–10 ปี เพื่อผลกำไรหลายเท่าตัวในอนาคต แต่สำหรับการขายเหรียญนั้น นักลงทุนจะได้รับสภาพคล่องมากกว่า ทำให้พวกเขาสามารถถอนเงินออกได้อย่างรวดเร็ว ผู้ก่อตั้งได้ทั้งเงินและอิสระในการสร้างโปรเจ็ค ในรูปแบบเดิม startups จะถูกบังคับให้อยู่ที่ Silicon Valley เพื่อจะได้รับการลงทุน แต่ทุกวันนี้โปรเจ็คต่าง ๆ สามารถระดมทุนที่ไหนก็ได้ในโลก และ นักลงทุนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการลงทุนได้ แทนที่ผู้ก่อตั้งจะต้องมาตอบคำถามและแบ่งส่วนแบ่งให้เหล่านักลงทุนรายใหญ่ พวกเขายอมเปิดรับเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากโดยที่ไม่ต้องเสียความเป็นเจ้าของโปรเจ็คดีกว่า

การคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตลาด ICO

Pre-ICO จะระดมทุนได้มากกว่า ICO

ถ้า ICO ไม่สามารถขายได้หมด ราคาจะตกลงต่ำมากเมื่อโปรเจ็คเริ่มเปิดให้มีการขาย เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง โปรเจ็คต่าง ๆ จะยอมขายเหรียญจำนวนมากในราคาที่ถูกลงในช่วง presale ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มนักลงทุนหรือสมาคมนักลงทุน สมาคมนักลงทุนจะรวบรวมเงินลงทุนและเริ่มเจรจาเพื่อขอส่วนลดในช่วง presale โปรเจ็คจะได้รับประโยชน์จากการระดมทุนที่สะดวกขึ้นและทำให้โปรเจ็คดูมีความต้องการสูงเมื่อ “50% ของเหรียญได้ถูกขายแล้ว” ตั้งแต่วันแรกของ ICO แน่นอนนี่คือหนึ่งในกลยุทธของโปรเจ็ค เพราะเหรียญส่วนใหญ่ได้ถูกขายก่อน ICO ด้วยราคาที่ถูกมาก ๆ

เหล่าสมาคมต่าง ๆ จะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงเหรียญได้ในราคาถูก แต่อย่างไรก็ตามคุณต้องเชื่อมั่นในหัวหน้าสมาคมเพราะเค้าคือคนที่ดูแลเงินลงทุนของคุณ

ICO ได้ถูกกดดันจากกฏหมายของประเทศต่าง ๆ

ในปี 2017 พวกเราเห็นประเทศจีน และ เกาหลีได้แบน ICO ไปพักนึง และ SEC ได้ประกาศว่า ICOs ส่วนใหญ่ต้องทำตามกฏหมายด้านหลักทรัพย์และถ้าไม่ทำจะถูกดำเนินคดี รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศจะเริ่มเข้ามีบทบาทกับ ICO มากขึ้นในปีนี้

เมื่อมีกฏหมายใหม่ ๆ ออกมามากขึ้น พวกเราจะเห็นการ arbitrage ของกฏหมายเพราะ ICOs จะทำกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นสำหรับประเทศที่ไม่เคร่งเรื่องกฏหมาย เช่น สวิสเซอร์แลนด์ การเพิ่มมาตรการของกฏหมายจะทำให้วงการ ICO เกิดการชะลอตัว แต่จะทำให้พื้นฐานของตลาดแน่นขึ้น โตขึ้น และ มีระบบที่กฏหมายรองรับมากขึ้น เมื่อกฏหมายของการซื้อ/ขายเหรียญเริ่มชัดเจนขึ้น Wall Street อาจจะเข้ามาลงทุนและทำให้ตลาดโตขึ้นก็เป็นได้

Ethereum จะปล่อย ICOs ออกมาเยอะที่สุด แต่จะได้ส่วนแบ่งตลาดน้อยลง

ในปี 2017 ประมาณ 70% ของ ICOs ทั้งหมดใช้ระบบบล๊อกเชนของ Ethereum แต่ด้วยข้อจำกัดของการสเกลของ Ethereum โปรเจ็คต่าง ๆจะหันไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเช่น NEO, XLM และ EOS

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม:

นักลงทุนต้องเลือกที่จะลงทุนมากขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่เพราะ ICOs ส่วนใหญ่จะเฟลแต่ถ้าคุณไม่ได้เข้าร่วม presale คุณได้แพ้ไปแล้ว ถ้ากว่าครึ่งนึงของจำนวนเหรียญทั้งหมดมีราคา presale อยู่ที่ $1 แล้วราคา ICO อยู่ที่ $3 คุณคิดว่าใครจะชนะเมื่อเหรียญเข้าสู่ตลาด ในขณะที่คุณได้กำไรจากราคา ICO แต่คนที่ซื้อได้ในราคา presale จะได้กำไรมากกว่ามาก

หาราคา presale ก่อนที่จะเข้าร่วมกลุ่ม telegram และเริ่มติดต่อคนที่กำลังจะเข้าซื้อช่วง presales ถ้าคุณกำลังตัดสินใจที่จะเข้าร่วมลงทุนกับกลุ่มนักลงทุน อย่าลืมตรวจสอบว่าหัวหน้ากลุ่มนั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือเพราะเขาสามารถหนีหายไปกับเงินของคุณได้

นอกจากนี้ ติดตามแพลตฟอร์มนอกเหนือจาก Ethereum โดยเฉพาะ NEO ที่มีลิส ICOs ที่น่าสนใจมากมาย

Trend#3: การถกเถียงเรื่องการสเกลจะเผ็ดร้อนขึ้น ด้วย Lightning Network เป็นแกนนำ

เมื่อเหรียญคริปโตต่างก็ทำราคา all-time high ในช่วงเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา ปัญหาการสเกลของ Bitcoin และ Ethereum ก็เริ่มเปิดเผยสู่สาธารณะชน ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงมาก และ การยืนยันธุรกรรมก็ช้ามาก จำ Crypto Kitties ได้รึเปล่า?

พวกเราต่างเห็นชอบว่าการสเกลเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องโซลูชั่นพวกเราทุกคนไม่ได้มีความเห็นที่ตรงกัน

  • BTC โฟกัสที่โซลูชั่นแบบ off-chain อย่าง Lightning Network
  • BCH โฟกัสโซลูชั่นแบบ on-chain อย่างเพิ่มขนาดบล๊อก
  • ETH ค่อย ๆ เปลี่ยนไปใช้ระบบ PoS และพิจารณาระบบ sharding และ โซลูชั่น layer 2 อย่าง Raiden
  • เหรียญอื่น ๆ กำลังทดลองโซลูชั่นต่าง ๆ อย่าง อัลกิริธึม DPoS

คำถามที่สำคัญคือ: ผู้เล่นรายใหญ่จะแก้ปัญหาเรื่องสเกลก่อนโปรเจ็ครายใหม่จะเข้ามาทำสำเร็จและมาขโมยส่วนแบ่งของตลาดรึเปล่า?

พวกเราเคยเห็น Kik ยกเลิก ICO บน Ethereum และเปลี่ยนไปเป็น Stellar และ EOS ที่มีความเร็วที่เหลือเชื่อ ค่าธรรมเนียมเป็นศูนย์

ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่า BTC จะยังครองตลาดสกุลเงินคริปโต และ ด้วยเทคโนโลยีอย่าง SegWit และ Lightning Network จะเริ่มมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง พวกเราได้เห็นค่าธรรมเนียมของ BTC ที่ต่ำลงอย่างน่าตกใจจากการใช้งาน SegWit มากขึ้น (30% ในขณะที่เขียนบทความ) ถึงอย่างไรก็ตาม นี้ก็เป็นทำให้พวกเราสบายใจได้แค่ชั่วคราวสำหรับปัญหาการสเกล

แต่โซลูชั่นที่เป็นความหวังมากที่สุดคือ Lightning Network ถ้า Lightning Network ทำสำเร็จ ค่าธรรมเนียมจะต่ำว่า 1 satashi และ การยืนยันจะเกิดขึ้นแทบจะทันที

Lightning Network ยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวอีกด้วย ด้วยการทำ onion routing ปั่นให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความสับสน ถ้า Lightning Network ทำให้มีความเป็นส่วนตัว อะไรจะเกิดขึ้นกับ เหรียญที่โฟกัสแค่เรื่องความเป็นส่วนตัว? สิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้คือ เมื่อไหร่ Lightning Network จะเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก ในตอนนี้ Lightning Network กำลังรันอยู่บนระบบของเครือข่าย Bitcoin แต่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก และ กลุ่มนักพัฒนาระบบ Lightning Labs

การส่งระหว่างเชน atomic swaps ผ่าน Lightning Network, การใช้ประโยชน์จาก Lightning Network และ atomic swaps จะทำให้การส่ง BTC เป็นผู้รับสามารับเป็น LTC ได้ นี่จะทำให้เกิดการใช้งาน Lightning Network มากขึ้นและ ส่งผลกระทบต่อเว็บ exchanges เป็นอย่างมาก

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า Lightning Network เป็น layer 2 โซลูชั่น ที่จะสามารถใช้กับบล๊อกเชนอื่นๆทีมี “ธุรกรรมที่ยืดหยุ่น” เช่น SegWit ได้

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม:

พวกเราจะเห็นการใช้งานของ Lightning Network มากขึ้นในปีนี้ แต่อย่างที่กล่าวไป มันยากจะที่คาดเดาวงจรการพัฒนาระบบ นั่นความหมายว่าเราอาจจะให้การใช้งาน Lightning Network ไม่มากนัก แล้วเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นในปี 2019/2020 ผมเชื่อว่าราคาเหรียญที่ไม่ใช้ Lightning Network จะเสียผลประโยชน์มาให้ Bitcoin อย่างเหรีญญ BCH, Dash, Pivx

ในขณะเดียวกันเหรียญที่โฟกัสแค่ในด้านความเป็นส่วนตัวก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ถ้าไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆในด้านความเป็นส่วนตัวขึ้นมาได้ เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อ Lightning Network เริ่มถูกใช้งานมากขึ้น ผมเชื่อว่าเหรียญหลายๆเหรียญจะถูกลดส่วนแบ่งของตลาดมาที่ Bitcoin และเหรียญที่ใช้ระบบ Lightning Network

Trend#4: Security Token Offering จะเขย่าโลกวงการการเงินแบบดั้งเดิม

ในปัจจุบันเรา แยกประเภท โทเค็นเป็น 3 แบบ: โทเค็นสำหรับชำระเงิน (payment token), โทเค็นสำหรับการใช้งาน (utility token) และ โทเค็นที่เป็นหลักทรัพย์ (security token)

  • Payment tokens คือ เหรียญที่เอาไปใช้งานเหมือนสกุลเงิน
  • Utility tokens คือ เหรียญที่เอาไปจ่ายค่าบริการต่าง ๆ ของแอปพลิเคชั่น
  • Security tokens คือ เหรียญที่นำทรัพย์สินที่สามารถเป็นเจ้าของได้มาทำเป็นเหรียญ นี่หมายถึง อสังหาริมทรัพย์, ตราสารทุน, ศิลปะ และ หนี้สิน

Security tokens มีผลประโยชน์มากกว่าผลิตภัณฑ์การเงินแบบเดิมมากมาย เช่น ค่าธรรมเนียมถูก, ลดความเสี่ยงที่แบงค์สามารถเข้ามาควบคุมได้, เพิ่มการเข้าถึงเมื่อทุกคนที่มีอินเตอร์เน็ตสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ นอกจากนั้นการกระจาย Security tokens นั้นสามารถทำได้อย่างถูกกฏหมาย อ้างอิงจาก Anthony Pompliano (พาร์ทเนอร์ผู้จัดการของ Full Tilt Capital)

“ถ้า Security tokens สามารถทำให้อย่างถูกต้อง มันจะไม่กระทบกฏหมาย แต่มันจะทำให้สถาบันการเงินและคนกลางหายไป”

ด้วยความมีประสิทธิภาพของ Security tokens และความสามารถที่จะทำได้โดยไม่ผิดกฏหมาย ทำให้ผมเดาว่าจะมีการทำทรัพย์สินมาทำเป็นเหรียญมากขึ้นในปี 2018

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม:

จับตาดูเหรียญ tZERO และ Polymath ที่มีไอเดียที่จะนำทรัพย์สินในรูปแบบเดิมมาทำเป็นเหรียญ สำหรับคนที่เล่นในตลาดหุ้น ผมแนะนำให้ลองศึกษา Overstock.com (OSTK) พวกเขาน่าจะขาย ธุรกิจ ecommerce ของเขา (Overstock.com) แล้วมาโฟกัส 100% ที่จะปล่อย T0

CEO ของ OSTK, Patrick Bryne ได้ต่อต้านการคอรัปชั่นของ Wall Street มาอย่างยาวนาน และการปล่อย T0 จะทำร้ายจุดสำคัญของ Wall Street นั่นคือพ๊อกเก็ตบุ๊คของพวกเขา ถ้า Patrick Bryne และ T0 ทีมสามารถทำได้ มันจะเป็นการได้รับชัยชนะงดงามของฝ่าย”คนดี”

Trend#5: การซื้อขายของทรัพย์สินดิจิตอลจะง่ายขึ้นมาก เนื่องการการพัฒนาของ exchanges

ในปัจจุบัน คริปโต exchanges ไม่ได้เตรียมพร้อมมากพอสำหรับความต้องการของนักลงทุน และนักเก็งกำไร เว็บ exchanges ใหญ่ๆเกือบทั้งหมดปิดรับสมัครนักลงทุนรายใหม่ในช่วงปี 2017

Coinbase มีผู้ใช้งานมากกว่า Charles Schwab ยังไม่รวมถึงการสมัครของนักลงทุนรายใหม่ “หลายล้านคน” ต่ออาทิตย์ในเว็บ Binance นี่คือสัญญาณที่ดีสำหรับวงการคริปโต และ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะรองรับคนหมู่มากได้

การรันระบบ exchange เป็นโอกาสดีที่จะสร้างรายได้

เมื่อลองพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ที่มีในระบบ exchanges ปัจจุบัน ยังมีโอกาสมากมายที่บริษัทใหม่ ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ ผมเดาว่าในปี 2018 จะเป็นปีที่มีการซื้อ/ขายทรัพย์สินดิจิตอลมากขึ้นและง่ายขึ้นด้วยการไหลเข้ามาของทั้งระบบที่มีความเป็นศูนย์กลางและความไร้ศูนย์กลางของ เว็บ exchanges บริษัทฟินเทคต่างก็พร้อมกระโดดของมามีส่วนร่วมมากขึ้นเช่นกัน ร่วมไปถึงบริการที่เพิ่มมูลค่าอย่าง ETFs

เว็บ exchanges ที่มีความเป็นศูนย์กลางนั้นเร็วและมีประสิทธิภาพสูง แต่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยค่อนข้างมาก

ผมทำนายว่า พวกเราจะเห็นเว็บ exchange ขนาดใหญ่โดนแฮ็ก ในช่วง 12 เดือนนี้

  • เว็บ exchanges โดนแฮ็กอย่างต่อเนื่องhttp://storeofvalueblog.com/posts/cryptocurrency-hacks-so-far-august-24th/
  • เว็บ exchanges เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจเพราะเป็นคนกลางที่ควบคุมเงินจำนวนมาก
  • เว็บ exchanges ส่วนใหญ่มีความเป็นศูนย์กลางซึ่งทำให้พวกเขาอ่อนแอ
  • ยิ่งเมื่อมีการเติบโตมากขึ้น เว็บ exchanges จะถูกกดดันให้พัฒนาการสเกลเพราะไม่เสียส่วนแบ่งของตลาดซึ่งมีโอกาสที่ เว็บ exchanges พวกนี้จะใช้ทางลัดซึ่งจะเป็นจุดอ่อนสำหรับการโจมตี

ถ้าคุณถือเหรียญบน เว็บ exchanges คุณกำลังมีความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้น Hardware wallets อย่าง Trezor หรือ Ledger สำคัญมาก จากความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ เว็บ exchanges ที่มีความเป็นศูนย์กลาง เราจะเห็นเว็บ exchanges แบบไร้ศูนย์กลางเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้งานมากนัก แต่ก็เริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการในปี 2018 นี้

ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง atomic swaps เกิดขึ้น เว็บ exchange แบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized exchange, DEX) จะทำให้ตลาดมีความยุติธรรมอย่างไร? Atomic swaps ในทางทฤษฏีสามารถทำทุกอย่างที่ DEX สามารถทำได้ ในปี 2018 การบริการเสริมต่าง ๆ จะทำให้ฝั่งค้าปลีกและสถาบันการลงทุนต่าง ๆ สนใจมากขึ้น

Robinhood มีผู้ใช้งานถึง 3 ล้านคนและให้บริการแบบไม่ชาร์จค่าธรรมเนียมสำหรับ BTC และ ETH พวกเขากำลังทยอยปล่อยบริการต่างๆออกมาแต่ความต้องการนั้นสูงมาก เมื่อพวกเราได้เห็นคนถึง 1 ล้านคนลงสมัครบนเว็บพวกเขา พวกเรายังเห็นบริการด้านการเงินแบบเต็มรูปแบบจากแพลตฟอร์ม CoinMetro ปล่อย ICO เมื่อ 2018 นอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเทรด CoinMetro ยังมีแผนที่จะให้บริการเสริมต่างๆเช่น คริปโต ETFs และ การจัดการกองทุน การบริการอย่าง คริปโต ETFs ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์การเงินแบบดั้งเดิมที่จะทำให้นักลงทุนไหลเข้ามาได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังเห็น exchanges ที่เปลี่ยนสกุลเงิน fiat เป็น altcoin มากมาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับวงการ

ความคิดเห็นส่วนตัวของผม:

เว็บ exchange แบบไร้ศูนย์กลาง ยังคงไม่เป็นที่ยอมรับในเร็ว ๆ นี้ จึงทำให้การถือสกุลเหรียญของเว็บ exchanges อย่าง BNB, KCS และอื่นๆ นั้นจะทำให้ร่ำรวยมากในช่วงระยะสั้นถึงระยะกลาง แต่ในระยะยาวการถือเหรียญพวกนี้อาจจะมีความเสี่ยงได้

ภาพรวมของเว็บ exchange จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและไม่สามารถทราบได้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เว็บ exchange แบบไร้ศูนย์กลาง โพรโตคอลจะเข้าถึงคนหมู่มากได้รึเปล่า? atomic swaps จะเทคโอเวอร์? แพลตฟอร์มที่บริการด้านการเงินแบบเต็มรูปแบบจะชนะใจนักลงทุนหน้าใหม่? หรือ เว็บ exchanges ที่มีความเป็นศูนย์กลางอย่าง Binance จะพัฒนาและป้องกันส่วนแบ่งจากตลาดได้?

วงการ exchange สามารถทำกำไรได้มหาศาลสำหรับผู้ที่ชนะในปี 2018 จะได้รางวัลอย่างดงาม แต่ก็มีปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาอยู่มากมาย โดยส่วนตัว ผมจะลงทุนกับแค่ผู้เล่นที่สำคัญและลงทุนในจำนวนน้อย ๆ เท่านั้น


บทสรุป

ถึงแม้อนาคตไม่สามารถคาดเดาได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตของตัวเองเพื่อจะลดความเสี่ยงให้มากทึ่สุดและเพิ่มผลกำไรให้ได้สูงที่สุดได้โดยศึกษาเรื่องเทรดต่าง ๆ และคือภาพรวมของเทรนที่น่าจับตามองตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป

#1 แพลตฟอร์ม(ยังคง)เป็นคิง: โฟกัสที่โครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ dapps
#2 วงการ ICO จะพัฒนา: เข้าไปอย่างระมัดระวัง เข้าใจระบบ presale และคุณจะได้รางวัล
#3 การสเกลคือสิ่งสำคัญที่สุด: ศึกษา Lightning Network และลงทุนในจุดที่คุณคิดว่าน่าสนใจที่สุด
#4 Security tokens จะเขย่าโลกการเงินแบบเดิม: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะขับเคลื่อนโลกของการสร้างเหรียญ
#5 การเข้าถึงคริปโตจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว: ลงทุนในเว็บ exchanges หรือการบริการ แต่ลงทุนในจำนวนน้อยเพราะยังมีความเสี่ยงสูง


อ้างอิงบทความ

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In Crypto Currency (เงินดิจิตอล)