เพื่อนๆน่าจะยังไม่ลืมกันเมื่อช่วงกรกฎาคมที่ผ่านมา กับดราม่าบิทคอยน์ Hard fork ที่ทำให้ราคาบิทคอยน์นั้นตกไปถึง $1700 เลยทีเดียว (ก่อนที่จะเด้งขึ้นมาใหม่อีกครั้ง)

เรื่องก็มาจากสองฝ่าย ฝ่ายนึงต้องการ SegWit ส่วนอีกฝ่ายต้องการขยายขนาดบล็อก เมื่อลงเอยกันไม่ได้ก็เลยมีคนเสนอทางสายกลาง ที่จะได้ทั้ง SegWit และขนาดบล็อกเพิ่ม นั้นก็ถือ SegWit2x นั้นเอง ตามแพลนแล้ว SegWit จะถูก Activate ก่อน (เสร็จเรียบร้อยแล้ว) ส่วน 2x นั้นจะเกิดตอนที่บิทคอยน์นั้นไปถึงบล็อกที่ 494,784 หรือประมาณ 18 พฤศจิกายน

ถึงทุกอย่างจะดูผ่านไปอย่างราบรื่น มันก็ดันมีคนที่สนับสนุนการขยายขนาดบล็อกแต่ไม่ต้องการ SegWit ออกมา hard fork อยู่ดี ผลก็คือตอนนี้เราเลยมี

  • Bitcoin หรือ BTC (ขนาดบล็อก 1MB ใช้ SegWit)
  • Bitcoin Cash หรือ BCH (ขนาดบล็อก 8MB แต่ไม่มี SegWit)

ตอนนี้ก็ถึงคราวที่ BTC จะถูก hard fork อีกครั้ง รอบนี้จะเป็นยังไงมาดูกันครับ

จะเกิดอะไรขึ้นกับ 2x ในช่วงพฤศจิกายน

หลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่น่ากลัวอะไร เพราะเราก็เหมือนได้เหรียญฟรีๆอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ราบรื่นแบบนั้นครับ

จุดประสงค์ของ 2x นั้นไม่ใช่การแตกเหรียญออกมาใหม่ แต่เป็นการ Upgrade

พูดง่าย ๆ คือ 2x นั้นควรถูก activate เหมือนกับที่ SegWit ถูกนำมาใช้ครับ คือไม่มีการแตกเหรียญ แค่เป็นการอัพเกรด BTC ด้วยการ Hard Fork (พูดง่าย ๆ ว่าบังคับให้ทุกคนอัพเกรด)

ทุก ๆ กลุ่มเช่นพวก wallet หรือ exchange จะต้องอัพเกรดซอฟแวร์ให้รองรับ 2x ทั้งหมดและให้เหรียญอัพเกรดนี้ใช้ชื่อ BTC เพื่อป้องกันการ split แยกของเหรียญ

ความขัดแย้งที่จะทำให้บิทคอยน์มีสิทธิแตกเป็นสองเหรียญ

ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีการประชุมและเซ็นสัญญาข้อตกลงกันที่เรียกว่า NYA (New York Agreetment) ระหว่างกลุ่มขุด กลุ่ม exchange เพื่อที่จะให้ทุกคนลงเอยด้วย BTC ตัวเดียวกัน มันก็มีอีกฝ่ายที่ไม่ต้องการฟีเจอร์ 2x นี้ เช่นกลุ่ม Bitcoin Core Developer (ในที่นี้ขอไม่พูดเรื่องว่าใครถูกใครผิดนะครับ เพราะมันแล้วแต่ความเห็นแต่ละคน เอาเป็นว่ามีสองฝั่งขัดแย้งกันครับ)

มันไม่เหมือน Hard Fork ตอน Bitcoin Cash ยังไง?

สำหรับ Bitcoin Cash แล้ว มันเป็นการ fork แยกออกมาเอง พูดง่ายๆว่ามันไม่ไปยุ่งกับเหรียญ BTC หลัก จะเรียกได้ว่ามันเป็นการสร้าง Altcoin ขึ้นมาอีกอันก็ได้ ผลก็คือเราก็เหมือนได้เหรียญฟรีๆอีกอัน ที่ไม่ได้ไปแย่งชื่อ BTC (ถึงแม้ว่ากลุ่มที่สนับสนุน Bitcoin Cash จะต้องการแย่งแบรนด์บิทคอยน์ในระยะยาวก็ตาม)

SegWit1x และ SegWit2x

กลับกัน แม้ว่า 2x เป็นการอัพเกรดบิทคอยน์ที่ไม่ควรจะทำให้เกิดเหรียญแยก แต่ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้มีสิทธิเกิดสองเหรียญขึ้นมาคือ

  • Bitcoin SegWit1x = Bitcoin + SegWit (ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ขนาดบล็อก 1MB)
  • Bitcoin SegWit2x = Bitcoin + SegWit + 2x (ขนาดบล็อก 2MB)

การต่อสู้เพื่อชื่อ BTC ?

หากเราเลี่ยงไม่ได้แล้วเกิดการแยกเหรียญขึ้นมาจริง ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับทาง Exchange และ Wallet ที่จะเลือกว่าเหรียญไหนคือ BTC ครับ ซึ่งอันนี้พูดถึงการใช้ ticker หรือสัญลักษณ์ “BTC” เลยนะครับ

ตัวอย่างเช่นในเคส Ethereum ที่เคย Hard fork ไป เดิมเรามี ETH พอหลังจากการแยกเหรียญ ทาง Exchange นั้นเลือกให้เหรียญใหม่เป็น ETH และเปลี่ยนเหรียญเก่าเป็น ETC แทน

ในเคส 2x เราก็ต้องมาดูว่าใครจะเลือกแบบไหน เพราะต่อให้เซ็นสัญญา NYA กันแล้ว ก็ไม่ได้บังคับให้ต้องทำตามกันจริงๆ แถมไม่ใช่ทุกกลุ่มที่เซ็นสัญญานี้อีกด้วย

ทำไมมันถึงน่ากลัว?

เราลองนึกดูว่า ถ้าเกิดมีการแยกขึ้นมา แล้วแต่ละ Exchange หรือ Wallet ลิสเหรียญ BTC ต่างกัน

เช่น Bitfinex ออกมาประกาศว่าจะลิส Bitcoin SegWit1x เป็น BT1 แล้วหลังจากนั้นถ้ามีการแยกเหรียญ มันจะถูกลิสเป็น BTC ส่วน Bitcoin SegWit2x จะเป็น BT2 ถ้ามีการแยก เหรียญนี้จะเป็น B2X

ในขณะเดียวกัน Bitcoin.com กลับจะลิส Bitcoin SegWit2x เป็น BTC

ส่วน Exchange อื่น ๆ ก็ยังไม่ประกาศว่าจะเลือกทางไหน แม้แต่หลาย ๆ กลุ่มที่เซ็นสัญญา NYA ที่ควรลิส SegWit2x เป็น BTC ก็ยังมีท่าทีไม่แน่นอน

ผลก็คือเราจะไม่รู้ว่าอันไหนคือ BTC กันแน่ (รวมทั้ง BTC ที่ไว้เทรดคู่กับ Altcoin) ความเสี่ยงก็คือถ้าเราโอน BTC แต่ฝั่งโอนกับฝั่งรับใช้คนละ BTC กัน เงินเราก็อาจจะหายได้

อีกทั้งการ Hard Fork ครั้งนี้ Exchange และ Wallet จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้าว่าจะอัพเดทซอฟแวร์ให้รองรับ 2x ไหม จะให้ Bitcoin SegWit2x เป็น BTC ไหม ซึ่งไม่สามารถมาตัดสินใจทีหลังได้เหมือนกับ Bitcoin Cash ได้ (เพราะอันนั้นมันเป็น clean fork ที่แยกออกมาและไม่กระทบชื่อ BTC แต่อันนี้เป็นการอัพเกรด BTC ที่มีอยู่)

อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ต้องการซื้อ BTC ไม่ได้สนใจว่ามันเป็นอันไหน เพราะฉะนั้นเหรียญที่ได้ใช้ชื่อ BTC ก็ถือเป็นผู้ชนะไปโดยปริยาย

ผลกระทบต่อตลาด

Hard Fork ครั้งที่แล้วนั้นมีผลต่อตลาดมาก เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ครั้งนี้ตลาดมีประสบการณ์ครั้งก่อนมาแล้ว ดังนั้นคอยน์แมนคิดว่ามันจะออกมาได้สองทางครับ

  1. ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้น เพราะคนไม่กลัวแล้ว รอรับเหรียญฟรีแทน (ในเคสที่มีการ split)
  2. ราคาตลาด crypto นั้นร่วงแบบครั้งที่แล้ว เพราะคนเริ่มคิดว่าการ Hard Fork ครั้งนี้มีผลกระทบมากกว่าครั้งที่แล้วมาก เนื่องจากการเลือกใช้ชื่อ BTC ในแต่ละ Exchange หรือ Wallet อาจไม่เหมือนกัน

เราน่าจะได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนประมาณอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า เนื่องจากตอนนี้ข่าวเรื่อง Hard fork 2x ยังไม่มากและยังไม่มีความชัดเจน พอใกล้ๆข่าวเริ่มเยอะและความไม่แน่นอนสูง คนก็อาจจะ panic (ตอนนี้คนอาจรอรับ Bitcoin Gold ฟรี ๆ ไปก่อนเลยยังไม่ห่วงเรื่อง 2x) กลับกัน ถ้ามีแนวทางที่ชัดเจนคนก็อาจจะซื้อกันอย่างบ้าคลั่งก็เป็นได้

ถ้าเหรียญ Bitcoin SegWit2x แยกออกมาเป็น B2X มันจะรอดไหม?

ส่วนตัวคิดว่ามีสองเหรียญ BTC และ BCH ก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าฝั่ง Core Dev ก็สนับสนุน BTC (Bitcoin + SegWit) ส่วนอีกฝั่ง (Jihan Wu, Roger Ver เป็นต้น) ก็มี BCH ที่เพิ่มขนาดบล็อกไปถึง 8MB แล้ว ทำให้ความต้องการของ B2X ที่อยู่กลางๆนั้นแทบจะไม่มี (อย่าลืมว่า SegWit2x เกิดขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการ Hard Fork โดยที่เป็นทางออกกลาง ๆ ที่ได้ทั้ง SegWit และขยายขนาดบล็อก แต่สุดท้ายมันก็มีคน Hard Fork เป็น BCH อยู่ดี)

ดังนั้นถ้า Bitcoin SegWit2x ไม่สามารถเอาชื่อ BTC ไปได้ เชื่อว่ากลุ่มที่สนับสนุนการขยายขนาดบล็อกก็จะไปสนับสนุน BCH เต็มตัวและปล่อยขาย B2X ทิ้งแน่นอน (Roger Ver ก็เคยพูดว่าถ้าเหรียญแตกเค้าก็จะขายไปซื้อ BCH เพิ่ม)

จะรับมืออย่างไร

ในระยะยาวแล้วเชื่อว่าตลาดยังเป็นขาขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะบริหารพอร์ทได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น

สำหรับคนที่ถือ Altcoin เยอะๆ ถ้า Altcoin ขึ้นอีกรอบก่อนข่าว 2x Hard fork เริ่มมา (น่าจะเร็วๆนี้หรือหลัง Bitcoin Gold จบไป) ซึ่งมีความเป็นไปได้เพราะพวก whale นั้นยังพอมีเวลาปั่นตลาดอีกรอบก่อนข่าว 2x มาเยอะ เราสามารถแบ่งขาย Altcoin ไปถือ Bitcoin บ้าง (เผื่อได้ ฺB2X ฟรีถ้าเกิด split) และถือเงินสดบ้างเผื่อไว้ช้อนในเคสที่ตลาด panic

ไม่อย่างนั้นเราก็สามารถถือเหรียญ Altcoin (ที่พื้นฐานดี) ต่อไปไม่ต้องทำอะไร เพราะระยะ Altcoin ตกนั้นปกติจะสั้นมาก จะดีดกลับเร็ว สำหรับคนเล่นระยะยาวแล้วอาจจะไม่ต้องมาปวดหัวกับเหตุการณ์พวกนี้เท่าไหร่

สิ่งที่เราควรระวังคือเหรียญที่ตกนั้นไม่ได้แปลว่ามันจะขึ้นมาที่เดิม (เราเห็นตัวอย่างนี้ได้จาก hard fork ครั้งที่แล้ว เหรียญบางเหรียญยังไม่กลับไปที่เดิมเลยด้วยซ้ำ) ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ย้ำอยู่เสมอให้เราคัดเลือกเหรียญที่มีพื้นฐานดี ดังหุ้นที่ดี ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายมันก็จะขึ้นกลับไปได้สูงมากกว่าเดิมด้วย


ต้นฉบับบทความ

coinman

Comments

comments

แสดงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม
Load More By Paitoon Pairor
Load More In บิทคอยน์