วันเสาร์, มีนาคม 2, 2024

ทำงานด้านไอทีที่ออสเตรเลียและอเมริกา จนได้เป็นประชากรทั้งสองประเทศ

Share

#ทีมอเมริกา #ทีมออสเตรเลีย #ทีมUX

สวัสดีค่ะ ชื่อตาลนะคะ ปัจจุบันทำงานสาย UX ที่ Amazon.com ที่ Seattle อเมริกามา 8 ปีจนตอนนี้ได้กรีนการ์ด ก่อนหน้านี้เคยไปอยู่ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียมา 8 ปีจนได้เป็น Australian citizen ด้วยค่ะ
อยากจะมาแชร์ประสบการณ์จากแง่มุมคนบ้านฐานะปานกลาง ไม่ได้เก่งมากพอที่จะขอทุนได้ ไม่ได้เรียนที่อเมริกา ว่าผ่านอะไรมาบ้างจนมาถึงตรงนี้ได้ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนมากแต่เป้าหมายหลักคือมาอยู่ที่อเมริกานะคะ

สั้น ๆ ตรงนี้นะคะ แบบเต็ม ๆ สนใจอ่านต่อได้ด้านล่างค่ะ หลังจากจบมหาลัยที่ไทย (สาขาวิศวะเคมี) ก็

1. เรียนภาษา + certificate ที่ออสเตรเลีย, ทำงานทุกอย่างที่ทำได้ตั้งแต่ล้างจาน เป็นเด็กเสิร์ฟ จนทำงานนับสต็อกในโรงงานเพื่อเก็บเงินค่าเรียนต่อ
2. เข้าเรียนโท Computer science ที่ UNSW พร้อมทำงานไปด้วย
3. เรียนจบได้ทำงานเป็น Web developer จนได้ Australia citizenship
4. ได้มาทำงานเป็น Front end engineer ที่ Amazon.com แล้วก็เบนเข็มมาสาย UX
5. ได้กรีนการ์ดที่อเมริกา
6. สรุปเปรียบเทียบการทำงานสาย IT ระหว่างอเมริกาและออสเตรเลีย

———

อ่านต่อกันยาว ๆ ด้านล่างนี้เลยค่ะ

1. เรียนภาษา + certificate ที่ออสเตรเลีย

พอจบที่ไทยแล้วก็อยากจะมาต่างประเทศ แต่เนื่องจากที่บ้านไม่ได้มีต้นทุนมากก็ดูหลายๆ ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักจนมาจบที่ออสเตรเลียเพราะค่าเรียนไม่แพงมาก บินแค่ 9 ชม. และวีซ่านักเรียนสามารถทำงานได้ 20 ชม. ต่อสัปดาห์ ที่เลือกเรียน certificate ก่อนเพราะทางบ้านยังไม่อนุมัติให้เรียนโท

ตอนมาใหม่ ๆ ยอมรับเลยว่าไม่ได้ตั้งใจจะเรียนแต่ตั้งใจทำงานเก็บเงินมากกว่าเพื่อที่จะได้เรียนต่อโท ตอนนี้ทำงานทุกอย่างตั้งแต่ล้างจาน เป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหารไทย จนถึงทำงานนับสต็อกในโรงงาน

2. เรียนโท + ทำงาน

พอหลังจากจบ certificate หาเงินได้ประมาณนึงก็คุยกับที่บ้าน ขอยืมเงินส่วนต่างเพื่อที่จะเรียนโทต่อที่นี่ หลังจากที่ได้ offer จากมหาลัย UNSW แล้ว ก็ยื่นต่อวีซ่านักเรียนเพื่อเรียนต่อ ระหว่างนี้ก็ยังทำงานอยู่เพื่อหาค่ากินอยู่และผ่อนคืนเงินที่บ้าน แต่จะเริ่มหางานที่ตรงสายแล้ว เนื่องจากเราไม่เคยทำงานด้าน computer science มาก่อน การหางานแรกจะยากมาก ๆ เราก็เริ่มจากการทำงานฟรีคือเขียนเวปไซต์ ออกแบบโลโก้ ออกแบบโบว์ชัวร์ให้ร้านอาหารไทย ให้บริษัทเล็กๆ เพื่อเก็บ portfolio จนในที่สุดก็ได้งาน part timeให้กับ agency เล็กๆ แบบมีคนทำงาน 4 คน

ช่วงนี้ชีวิตลำบากมากค่ะ แทบไม่ได้นอน ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ได้ไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนที่มหาลัย คิดแล้วก็เสียดายชีวิตวัยรุ่น 5555 แต่มานึกดูก็คุ้มค่ะ

3. ทำงานเป็น Web developer ที่ออสเตรเลีย, ขอ permanent resident ต่อด้วย Australian citizenship

หลังจากเรียนจบก็พยายามหางาน full time จนมาได้ทำงานเป็น Web developer ใน Agency ขนาดกลางๆ มีพนักงานประมาณ 50 คน ระหว่างก็ขอ permanent resident (PR) ที่ออสนี่สามารถขอเองได้โดยที่ไม่ต้องมีสปอนเซอร์หรือบริษัทขอให้ การขอ PR ที่นี่ถ้า point ถึงก็สามารถขอได้ point นี้จะเป็นการนับคะแนนจากอะไรหลายๆ อย่างเช่นคะแนนสอบ Ielts, อายุ, สาขาที่เรียนจบ, ระดับการศึกษา, และสาขางานที่ทำ ยื่นเรื่องทั้งหมดโดยตัวเองโดยไม่ใช้ทนาย พอได้ PR แล้วก็รออีกสองปีก็ขอ citizenship ได้

4. ได้งานที่ Amazon แล้วย้ายมาที่อเมริกา

ระหว่างทำงานที่ออสก็มีการอัพเดต portfolio และ linkedin อยู่เรื่อยๆ จนในที่สุดมี recruiter จาก Amazon ติดต่อมา (อันนี้บอกตรงๆ ว่าไม่ได้คาดคิด) ว่าจะมี recruiting event ที่ออสแล้วชวนให้เราไปเข้าร่วม ในอีเว้นท์นี้ก็จะมีสองวันค่ะ วันแรกเป็น social event ให้เราไปพบปะพูดคุยกับคนที่ทำงานในอเมซอน และคนที่เป็นคู่แข่งค่ะ วันที่สองสัมภาษณ์งานกันยาวๆ เลย กับคนสัมภาษณ์ 6 คน สัมภาษณ์จบที่นี่รวดเร็วมาก ไม่กี่วัน recruiter ก็ติดต่อกลับมาว่าได้งานแล้ว

งานแรกที่ทำในอเมซอนเป็น frontend engineer ค่ะ หลังจากนั้นเปลี่ยนสายมาเป็น UX เพราะเหมาะกับตัวเองมากกว่า

5. วีซ่าทำงานอเมริกา และกรีนการ์ด

หลังจากได้งานก็ดำเนินงานย้ายประเทศค่ะ ที่อเมซอนเค้ามีทีมทนายที่คอยจัดการขอวีซ่า ทำเรื่องให้ทุกอย่าง สามีเราก็ได้วีซ่าติดตามที่เค้าสามารถทำงานได้ด้วยค่ะ วีซ่าที่เราได้คือ E-3 คือสำหรับคนออสเตรเลียที่มาทำงานในอเมริกา ส่วนขั้นตอนการย้าย เค้าให้เลือกว่าจะใช้บริษัทเค้าทำการขนย้ายให้แล้วรวมกับการได้ที่พักฟรีหนึ่งเดือนแรก หรือจะเลือกรับเงินก้อนแล้วย้ายเอง เราเลือกรับเงินก้อนค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นบริษัทก็มีคนจัดหาที่พักเกือนแรกให้ทุกอย่าง เราแค่จ่ายตังจากเงินก้อนแรกที่เค้าให้ค่ะ

พอเราทำงานไปสักพักที่บริษัทจะพยายามทำเรื่องขอกรีนการ์ดให้ค่ะ สาเหตุที่เค้าอยากให้กรีนการ์ดเพราะเค้าจะได้ไม่ต้องทำเรื่องต่อวีซ่าให้บ่อยๆ และวีซ่าทำงานมันมีลิมิตของมันอยู่

 6. สรุปเปรียบเทียบการทำงานสาย IT ระหว่างอเมริกาและออสเตรเลีย

ส่วนตัวคิดว่าคนออสค่อนข้างชิล การแข่งขันไม่ค่อยสูง สมัยทำงานทำจริง ๆ แค่อาทิตย์ละสี่วันครึ่งเพราะวันศุกร์ไปกินข้าวกลางวันกันที่ผับ มีดริ๊ง บ่ายๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ต่างกับคนเมกันที่เค้าจะมีเป้าหมายในการทำงานมาก ๆ การแข่งขันสูงมาก เค้าจะมีเป้าหมายและจะคิดตลอดเวลาว่าใน 2-3 ปี เค้าจะต้องจะได้โปรโมต ได้เติบโตในสายงานหรือว่าเค้าจะเปลี่ยนสายไปเป็นอะไร มีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรามาอยู่นี่ก็ต้องตามเค้าให้ทันค่ะ

ในสายงาน IT คิดว่าทางออสเตรเลียจะเติบโตได้ไม่มากนักถ้าเทียบกับฝั่งอเมริกา ทั้งนี้เพราะที่ออสจะไม่ค่อยมี IT innovation เท่าไหร่ เพราะงั้นถ้าอยากทำบริษัทใหญ่ก็จะได้ไปอยู่ใน IT department ของบริษัท finance อะไรแบบนี้ ซึ่งต่างกับฝั่งอเมริกาที่การแข่งขันทางด้าน innovation พวกนี้จะสูงมาก จะมีบริษัทใหญ่ๆ จนถึง start up ที่ต้องการคนทำงานสาย tech สูงมากคนทำสายนี้ก็จะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานสูงมาก และมีบริษัทให้เลือกทำเยอะมากด้วยค่ะ

หนึ่งในสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ชอบทำงานที่นี่และอยู่ได้งานคือ perk นึงของเค้าคือให้เอาน้องหมามาทำงานด้วยได้ ก็จะหิ้วน้องมาทำงานด้วยตลอด แล้วก็จะเห็นน้องหมาเต็มออฟฟิศเลยค่ะ ปล. ใครถูกใจนุ้งคอร์กี้ ไปติดตามไอจีนุ้งได้นะคะ https://instagram.com/ringo_thecorgipup

ฝากไว้เท่านี้ก่อนละกันนะ ใครมีคำถามเจาะลึกเรื่องไหนสามารถถามเข้ามาเพิ่มกันได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากจะย้ายประเทศนะคะ

—-

เพิ่มเติม ไม่นานมานี้ได้มีการไปคุยแชร์ประสบการณ์การทำงาน UX ใน Amazon กับเพจ Deersigner ใครสนใจงานสายนี้ไปฟังกันได้นะคะ https://fb.watch/5m0olmJehw/

กาเหว่า
กาเหว่าhttp://konderntang.com
มีความชอบและหลงไหลในเทคโนโลยีทางด้านไอที การลงทุน และเงินคริปโต .. นอกจากนี้แล้วมักใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยว ถ่ายรูป ไปค่ายอาสา ..

Read more

Local News