สิ้นสุดการรอคอยกว่า 13 ปี! การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Kaoss Pad V
สายปาร์ตี้ สายดีเจ หรือแม้แต่คนทำเพลงสาย Experimental ต้องมีเฮแน่นอนครับ เพราะล่าสุด Korg แบรนด์เครื่องดนตรีระดับโลกได้ฤกษ์เปิดตัว Kaoss Pad V อย่างเป็นทางการเสียที หลังจากที่ปล่อยให้รุ่นก่อนหน้าอย่าง KP3+ ครองตลาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่วันเปิดตัวในปี 2013 นี่ถือเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 13 ปีที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างตั้งตารอคอย
สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักตระกูล Kaoss Pad เจ้าเครื่องนี้คืออุปกรณ์ Effect Unit และ Sampler ที่เปลี่ยนวิธีการเล่นเอฟเฟกต์แบบเดิมๆ จากการหมุนปุ่มหรือเลื่อนสไลด์เดอร์ มาเป็นการใช้ปลายนิ้วสัมผัสบนแผ่น X/Y Pad เพื่อควบคุมค่าพารามิเตอร์ต่างๆ แบบ Real-time ซึ่งให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติในการแสดงสดเป็นอย่างมากครับ
Multi-touch คือจุดเปลี่ยน: สองนิ้วเทพ สองเอฟเฟกต์ในเครื่องเดียว
นวัตกรรมที่ว้าวที่สุดใน Kaoss Pad V และถือเป็นหัวใจสำคัญของการอัปเกรดครั้งนี้คือ ความสามารถในการจดจำการสัมผัสได้พร้อมกันถึง 2 นิ้ว (Multi-touch) ซึ่งในรุ่นก่อนๆ เราจะใช้ได้เพียงนิ้วเดียวเท่านั้น การอัปเกรดนี้ช่วยให้ศิลปินสามารถ:
- ควบคุมพารามิเตอร์ของเอฟเฟกต์สองชุดแยกจากกันได้อย่างอิสระ
- ผสมผสานเอฟเฟกต์ที่แตกต่างกันสองตัวพร้อมกันในการวาดนิ้วครั้งเดียว
- สร้างสรรค์เลเยอร์ของเสียงที่ซับซ้อนและมีมิติมากกว่าที่เคยทำได้ในอดีต
การเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนนิ้วสัมผัสเฉยๆ แต่มันคือการเปิดประตูสู่เทคนิคการ Performance แบบใหม่ที่ทำได้ยากบนเครื่องดนตรีประเภทอื่นครับ
ยกระดับงาน Performance ด้วย Voice Effects Engine ในตัว
นอกจากการควบคุมผ่าน Pad ที่ล้ำขึ้นแล้ว Korg ยังได้ใส่ Dedicated Voice Effects Engine มาให้ในตัวด้วย! สิ่งนี้จะช่วยให้เหล่านักร้องหรือดีเจที่ต้องการเล่นกับเสียงร้อง (Vocal) สามารถจัดการ Effect ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสียงหุ่นยนต์ เสียงประสาน หรือการทำ Vocoder ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kaoss Pad เรียกได้ว่าตัวเดียวจบครบทั้งสายเครื่องดนตรีและสายร้องเลยทีเดียว
ทำไม Kaoss Pad V ถึงยังครองใจคนทำเพลงในยุคดิจิทัล?
ในยุคที่ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันบน iPad สามารถทำอะไรได้มากมาย หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรายังต้องการฮาร์ดแวร์อย่าง Kaoss Pad V อยู่? คำตอบง่ายๆ คือ ความเชื่อมั่นและความลื่นไหลในการแสดงสด (Performance Focus) ครับ การได้สัมผัสพื้นผิวจริงๆ การตอบสนองที่ไม่มีอาการหน่วง (Latency) และความทนทานในแบบฉบับอุปกรณ์ Professional Grade คือสิ่งที่หน้าจอ Touchscreen ทั่วไปให้ไม่ได้
Korg ไม่ได้พยายามเปลี่ยนตัวตนของ Kaoss Pad ให้กลายเป็นอย่างอื่น แต่พวกเขาเลือกที่จะนำ ‘หัวใจ’ ของมันมาขัดเกลาให้ทันสมัยขึ้น รองรับความต้องการของนักดนตรียุคใหม่ที่ต้องการความแม่นยำและการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านเสียงเพลงที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
บทสรุปสำหรับสาย Gear
การมาของ Kaoss Pad V คือการยืนยันว่าเครื่องดนตรีสาย Tactile หรือการสัมผัสจริงๆ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การอัปเกรดระบบสัมผัส Multi-touch และการปรับปรุง Sound Engine ใหม่ทั้งหมด ทำให้มันไม่ใช่แค่ของเล่นชิ้นใหม่ แต่มันคืออาวุธหนักสำหรับศิลปินสายลุยตัวจริงครับ ใครที่รอคอยการอัปเกรดจาก KP3+ มาตลอดสิบกว่าปี ถึงเวลาเตรียมกระเป๋าตังค์ให้พร้อมแล้วล่ะครับ!