Skip to content
ทิปเทคนิค

วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า

โทรศัพท์ร้อน แบตหมดเร็ว หรือแอปเปิดเองโดยไม่ทราบสาเหตุ? นี่อาจเป็นสัญญาณที่ต้องตรวจสอบด่วน บทความนี้จะสอนวิธีวินิจฉัยและกำจัดภัยคุกคามบนมือถือ

Gawao
Gawao Author
มีนาคม 17, 2026 2 minutes to read
วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า

ใครก็ตกเป็นเป้าได้ ไม่ใช่แค่คนดัง

หลายคนคิดว่า “เราไม่ใช่คนสำคัญ คงไม่มีใครมาแฮกโทรศัพท์” แต่ความจริงคือสปายแวร์และมัลแวร์บนมือถือส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเป้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่กระจายตัวในวงกว้างเพื่อขโมยข้อมูลการเงิน รหัสผ่าน หรือข้อมูลส่วนตัวจากใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อได้

รายงานจาก Kaspersky พบว่าในปี 2023 มีการโจมตีอุปกรณ์มือถือมากกว่า 33 ล้านครั้ง ต่อปี และ Android เป็นเป้าหมายหลักเพราะติดตั้งแอปจากแหล่งภายนอกได้ง่ายกว่า

บทความนี้จะสอนให้คุณอ่านสัญญาณเตือนจากมือถือ ตรวจสอบด้วยตัวเอง และรู้วิธีรับมือถ้าพบว่าโทรศัพท์ถูกโจมตีจริง


สัญญาณ 8 ข้อที่บ่งบอกว่าโทรศัพท์อาจมีปัญหา

วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า

⚠️ สัญญาณที่ 1 — แบตเตอรี่หมดเร็วผิดปกติ

สปายแวร์ทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ส่งข้อมูลออกไป เปิด GPS ติดตามตำแหน่ง และบันทึกเสียง ทั้งหมดนี้กินแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องโดยที่คุณไม่รู้ตัว

ถ้าแบตหมดเร็วขึ้นกะทันหันโดยที่วิธีใช้งานไม่เปลี่ยน นั่นควรเป็นสัญญาณแรกที่ต้องตรวจสอบ


⚠️ สัญญาณที่ 2 — โทรศัพท์ร้อนทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน

โทรศัพท์ร้อนตอนเล่นเกมหรือสตรีมวิดีโอเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าร้อนตอนวางทิ้งไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะ นั่นแปลว่ามีบางอย่างทำงานอยู่เบื้องหลัง


⚠️ สัญญาณที่ 3 — มีแอปที่ไม่ได้ติดตั้งปรากฏขึ้น

มัลแวร์หลายตัวดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ ลองเปิด App List ทั้งหมดในโทรศัพท์แล้วดูว่ามีแอปที่คุณจำไม่ได้ว่าติดตั้งเองไหม


⚠️ สัญญาณที่ 4 — ปริมาณ Data ใช้งานพุ่งสูงผิดปกติ

สปายแวร์ต้องส่งข้อมูลที่ขโมยมากลับไปยัง Server ของผู้โจมตี ถ้า Data ที่ใช้ในเดือนนี้สูงกว่าปกติมากทั้งที่พฤติกรรมไม่เปลี่ยน ควรตรวจสอบว่าแอปไหนกิน Data มากที่สุด


⚠️ สัญญาณที่ 5 — โฆษณาขึ้นเองแม้ไม่ได้เปิดแอป

Adware คือมัลแวร์ชนิดหนึ่งที่แสดงโฆษณาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่อยู่บนหน้า Home Screen หรือหน้าล็อกหน้าจอ


⚠️ สัญญาณที่ 6 — โทรศัพท์ช้าลงและค้างบ่อย

มัลแวร์ที่ทำงานเบื้องหลังกิน CPU และ RAM ทำให้โทรศัพท์ทำงานหนักเกินไปจนช้าลงและค้างบ่อยกว่าปกติ


⚠️ สัญญาณที่ 7 — มี SMS หรืออีเมลส่งออกโดยไม่ได้สั่ง

มัลแวร์บางตัวใช้โทรศัพท์ของเหยื่อเป็น Bot ส่ง SMS หลอกลวงไปยังผู้ติดต่อในรายชื่อ ทำให้คนรู้จักได้รับ SMS หรืออีเมลแปลกๆ จากเบอร์ของคุณ


⚠️ สัญญาณที่ 8 — ไฟกล้องหรือไมโครโฟนติดโดยไม่ได้เปิด

ทั้ง Android (Android 12 ขึ้นไป) และ iPhone แสดง Indicator เมื่อมีแอปเข้าถึงกล้องหรือไมโครโฟน ถ้าเห็นไฟติดทั้งที่ไม่ได้ใช้แอปอะไร ให้ตรวจสอบทันที


ส่วนที่ 1: วิธีตรวจสอบ Android อย่างละเอียด

ตรวจสอบแอปที่ขอ Permission ผิดปกติ

  1. เปิด Settings > Privacy > Permission Manager
  2. ตรวจสอบทีละ Permission เช่น Location, Microphone, Camera
  3. มองหาแอปที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่ควรมีสิทธิ์นั้น เช่น แอปไฟฉายที่ขอสิทธิ์เข้าถึง Contacts

ตรวจสอบ Data Usage ของแต่ละแอป

  1. Settings > Network & Internet > Data Usage (หรือ Mobile Data)
  2. เรียงลำดับตาม Data ที่ใช้มากสุด
  3. ถ้ามีแอปที่ไม่รู้จักใช้ Data สูงผิดปกติ ให้สงสัยทันที

ตรวจสอบแอปที่ทำงานเบื้องหลัง

  1. เปิด Settings > Battery > Battery Usage
  2. ดูว่าแอปไหนกินแบตโดยที่คุณไม่ได้ใช้งาน
  3. กด Force Stop แอปที่น่าสงสัย แล้วดูว่ามันเปิดตัวเองขึ้นมาอีกไหม

ตรวจสอบ Device Administrator Apps

มัลแวร์หลายตัวขอสิทธิ์ Device Administrator เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกลบ

  1. Settings > Security > Device Admin Apps
  2. ถ้ามีแอปที่ไม่รู้จักอยู่ในรายการนี้ ให้ Revoke สิทธิ์ทันที แล้วค่อยลบแอปนั้น

ตรวจสอบว่าเปิด Install Unknown Apps ไว้ไหม

  1. Settings > Security > Install Unknown Apps
  2. ถ้าเปิดไว้ให้ปิดทันที การติดตั้งแอปจากนอก Play Store คือช่องทางหลักที่มัลแวร์เข้ามา

วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า


ส่วนที่ 2: วิธีตรวจสอบ iPhone อย่างละเอียด

iPhone มีความเสี่ยงต่ำกว่า Android มาก เพราะ iOS มีระบบ Sandbox ที่แยกแอปออกจากกันอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% โดยเฉพาะถ้าเคย Jailbreak หรือกดอนุญาตสิ่งที่ไม่ควรอนุญาต

ตรวจสอบ Privacy Report

  1. Settings > Privacy & Security > App Privacy Report
  2. เปิดใช้งานถ้ายังไม่ได้เปิด แล้วรอ 7 วันให้ระบบเก็บข้อมูล
  3. ดูว่าแอปไหนเข้าถึง Microphone, Camera, Location บ่อยผิดปกติ

ตรวจสอบ Permission รายแอป

  1. Settings > เลื่อนลงหาแต่ละแอป
  2. กดเข้าไปดูว่าแอปนั้นขอสิทธิ์อะไรบ้าง
  3. ถอน Permission ที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น แอปเครื่องคิดเลขที่ขอ Location

ตรวจสอบ Configuration Profiles

นี่คือช่องโหว่ที่น่ากลัวที่สุดบน iPhone — Malicious Profile ที่ผู้ไม่หวังดีหลอกให้ติดตั้ง สามารถดักจับ Traffic ทั้งหมดในเครื่องได้

  1. Settings > General > VPN & Device Management
  2. ถ้ามี Profile ที่ไม่รู้จักหรือไม่ได้ติดตั้งเอง ให้ลบออกทันที

ตรวจสอบว่าเคย Jailbreak ไหม

การ Jailbreak ทำลาย Sandbox ของ iOS ทำให้ติดมัลแวร์ได้ง่ายมาก ถ้า iPhone เคยถูก Jailbreak และตอนนี้ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยไหม แนะนำ Factory Reset และอัปเดต iOS ใหม่เลย


วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า


เครื่องมือสแกนมัลแวร์ที่แนะนำ

สำหรับ Android

แอป ผู้พัฒนา ราคา จุดเด่น
Malwarebytes Malwarebytes Inc. ฟรี / Premium สแกนครอบคลุม, ตรวจ Adware ได้ดี
Bitdefender Mobile Security Bitdefender Premium คะแนน AV-TEST สูงสุดสม่ำเสมอ
Google Play Protect Google ฟรี (ในตัว) สแกนแอปทุกตัวอัตโนมัติ

💡 เปิด Google Play Protect ก่อนเลย: Settings > Security > Google Play Protect > กด Scan — ฟรีและมีประสิทธิภาพดีสำหรับการใช้งานทั่วไป

สำหรับ iPhone

เนื่องจาก iOS มี Sandbox อย่างเข้มงวด แอป Antivirus บน iPhone ไม่สามารถสแกนแอปอื่นๆ ได้จริงๆ แต่มีแอปที่ช่วยตรวจสอบด้านอื่นได้:

  • Lookout Security — ตรวจสอบว่า iOS เป็นเวอร์ชันล่าสุดไหม และแจ้งเตือนเรื่อง Wi-Fi ที่ไม่ปลอดภัย
  • iVerify — ตรวจสอบ Configuration Profiles และการตั้งค่าความปลอดภัยเบื้องต้น

ถ้าพบว่าโทรศัพท์ถูกแฮกจริง ทำอะไรได้บ้าง?

ระดับที่ 1 — กำจัดแบบ Soft (ลองก่อน)

  1. ถอนการติดตั้งแอปที่น่าสงสัย ทั้งหมดที่ไม่รู้จัก
  2. Revoke Permission ที่ผิดปกติทั้งหมด
  3. ล้าง Cache ของแอปทุกตัว
  4. เปลี่ยนรหัสผ่าน บัญชีสำคัญทั้งหมดจากอุปกรณ์อื่น
  5. สแกนด้วย Malwarebytes หรือ Google Play Protect
  6. อัปเดต OS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ระดับที่ 2 — Factory Reset (ถ้า Soft ไม่พอ)

ถ้ายังมีสัญญาณผิดปกติหลังลองแบบ Soft แล้ว การ Factory Reset คือทางออกที่ดีที่สุด จะลบทุกอย่างรวมถึงมัลแวร์ออกจากเครื่องได้อย่างสมบูรณ์

ก่อน Factory Reset ต้องทำ:

  • Backup รูปภาพและไฟล์สำคัญไปยัง Google Drive / iCloud
  • จด Account ทุกอย่างที่ต้อง Log in ใหม่
  • Export Contacts

Android: Settings > General Management > Reset > Factory Data Reset

iPhone: Settings > General > Transfer or Reset iPhone > Erase All Content and Settings

⚠️ หลัง Factory Reset อย่าคืนค่าจาก Backup ถ้าสงสัยว่า Backup นั้นติดมัลแวร์ด้วย ให้ตั้งค่าเป็นเครื่องใหม่แล้วติดตั้งแอปทีละตัวแทน


วิธีตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณถูกแฮกหรือมีสปายแวร์หรือเปล่า


วิธีป้องกันไม่ให้โทรศัพท์ถูกแฮกตั้งแต่แรก

การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ ทำตาม 7 ข้อนี้เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด:

1. ติดตั้งแอปจาก Official Store เท่านั้น Play Store (Android) และ App Store (iPhone) มีระบบตรวจสอบแอปก่อนเผยแพร่ การโหลด APK จากเว็บแปลกๆ คือความเสี่ยงสูงมาก

2. อัปเดต OS และแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ การอัปเดตส่วนใหญ่มีการแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยที่ค้นพบใหม่ ไม่อัปเดตคือทิ้งประตูเปิดไว้ให้แฮกเกอร์

3. อ่าน Permission ก่อนติดตั้งแอปใหม่ทุกครั้ง แอปไฟฉายไม่ควรขอสิทธิ์เข้าถึง Contacts หรือ Location ถ้าเห็น Permission แปลกให้ยกเลิกและหาแอปอื่นแทน

4. ไม่กด Link ใน SMS หรืออีเมลที่ไม่รู้จัก วิธีที่ง่ายที่สุดในการแพร่มัลแวร์คือผ่านลิงก์หลอกลวง เรื่อง Phishing อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความที่ 3 ของซีรีส์นี้

5. ใช้ Wi-Fi สาธารณะกับ VPN เท่านั้น Wi-Fi ในคาเฟ่หรือสนามบินสามารถถูก Intercept ได้ ถ้าต้องใช้ควรเปิด VPN เสมอ

6. เปิด Screen Lock และใช้ Biometrics ถ้าโทรศัพท์หายหรือถูกขโมย Screen Lock ที่แข็งแกร่งทำให้คนอื่นเข้าถึงข้อมูลไม่ได้

7. ตรวจสอบ Permission รายแอปทุก 3-6 เดือน แอปบางตัวอัปเดตแล้วขอ Permission เพิ่มขึ้นโดยไม่แจ้ง ตรวจสอบสม่ำเสมอเป็นนิสัยที่ดี


สรุป: Checklist ตรวจสอบความปลอดภัยมือถือ

การตรวจสอบรายเดือน:
☐ ตรวจ Permission ของแอปที่ติดตั้งอยู่ทั้งหมด
☐ ตรวจ Data Usage ว่ามีแอปแปลกใช้ Data สูงไหม
☐ ตรวจ Battery Usage ว่ามีแอปแปลกกินแบตไหม
☐ ตรวจ App List ว่ามีแอปที่ไม่รู้จักไหม

การตรวจสอบเมื่อสงสัย:
☐ สแกนด้วย Malwarebytes หรือ Google Play Protect
☐ ตรวจ Device Admin Apps (Android)
☐ ตรวจ Configuration Profiles (iPhone)
☐ เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญ

การป้องกันระยะยาว:
☐ อัปเดต OS เป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว
☐ เปิด Screen Lock แบบแข็งแกร่งแล้ว
☐ ปิด Install Unknown Apps (Android) แล้ว
☐ เปิด 2FA บัญชีสำคัญทุกบัญชีแล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: iPhone ปลอดภัยกว่า Android จริงไหม? A: โดยรวม iOS มีความเสี่ยงจากมัลแวร์น้อยกว่า Android เพราะระบบ App Review ที่เข้มงวดกว่าและ Sandbox ที่แข็งแกร่งกว่า อย่างไรก็ตาม iPhone ก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% โดยเฉพาะถ้าเคย Jailbreak หรือถูก Phishing

Q: ถ้าโทรศัพท์ช้าลงแปลว่าถูกแฮกเสมอไหม? A: ไม่ครับ โทรศัพท์ช้าลงมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น Storage เต็ม RAM ไม่พอ แบตเตอรี่เสื่อม หรือ OS เวอร์ชันเก่า ให้ดูสัญญาณหลายอย่างประกอบกันก่อนสรุป

Q: มัลแวร์บนมือถือขโมยอะไรได้บ้าง? A: รหัสผ่าน, ข้อมูลบัตรเครดิต, ข้อความ SMS (รวมถึง OTP ธนาคาร), รายชื่อ Contacts, รูปภาพ, ตำแหน่ง GPS แบบ Real-time และในบางกรณีเปิดกล้องและไมโครโฟนได้

Q: Factory Reset แล้วข้อมูลกลับคืนไหม? A: ข้อมูลที่ Backup ไว้ใน Google Account หรือ iCloud จะกลับคืนได้ แต่ถ้าไม่ได้ Backup ไว้จะหายถาวร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้อง Backup อยู่เสมอตามที่อธิบายไว้ในบทความที่ 2 ของซีรีส์นี้

Q: แอป Antivirus บนมือถือจำเป็นต้องใช้ไหม? A: บน Android แนะนำให้ใช้ Google Play Protect ที่มีในตัวอย่างน้อย ส่วน Malwarebytes เพิ่มความมั่นใจได้อีกชั้น บน iPhone ไม่จำเป็นต้องใช้ Antivirus แต่การตรวจสอบ Permissions และ Configuration Profiles สม่ำเสมอสำคัญกว่า


แหล่งอ้างอิง


เผยแพร่บน: gawao.com | หมวดหมู่: IT How-To | อัปเดตล่าสุด: มีนาคม 2026

Leave a Reply

Gawao

Gawao

มีความชอบและหลงไหลในเทคโนโลยีทางด้านไอที การลงทุน และเงินคริปโต ..

บทความที่เกี่ยวข้อง